Money

เงินเดือนเด็กคอม

posted on 17 Jan 2005 20:42 by kaze  in Money

ที่เขียน blog นี้ขึ้นมาเพราะเจ้า Sgui เพื่อนรัก อาจจะจบ วิศวะคอม ลาดกระบังปีนี้ แล้วมันก็ถามว่าจะสมัครที่ไหนดีอ่ะ อ้ายเราก็เป็นเพื่อนที่ผ่านประสบการณ์นี้มาเมื่อปีที่แล้วก็เลยมาเล่าสู่กันฟังซะหน่อย โดยข้อมูลส่วนใหญ่อ้างอิงจากปีที่แล้ว คาดว่าปีนี้ไม่น่าจะขึ้นเกิน 1000 บาท (เงินเฟ้อประมาณ 3%)

ไล่จากบริษัทที่มีประสบการณ์ตรงที่ไปสมัครมาก่อนและกัน ไม่ได้เรียงลำดับอะไรทั้งสิ้นและมีทั้งดีและไม่ดี

  • TN (ไทยสงวนวานิชย์) เป็นบริษัทของคนไทย อยู่ตรงตึกรัชนากาญจน์ (พิมพ์ถูกป่าวว่ะเนี่ย) ข้างๆตึก Empire เวลาไปลงตรงสถานีรถไฟฟ้าช่องนนทรี งานด้านโปรแกรมเมอร์ อาจจะต้องออกไปทำตามไซต์ที่ตึกของลูกค้า ตอนนี้มีโปรเจคใหญ่ที่ทำให้ธนาคารกรุงไทย(ทำที่ธนาคารกรุงไทย สาขาถนนเพชรบุรีตัดใหม่) เป็นโปรเจคที่ าดว่าจะเสร็จตั้งแต่กลางปีแต่ป่านนี้ก็ยังไม่เสร็จ ถ้าทำทางด้านผู้ดูแลระบบอาจจะประจำที่ตึกรัชฯ เงินเดือนเริ่มต้นที่ 17000 บาท แต่ข้อดีคือมี Over Time(OT) ซึ่งทำให้บางเดือนได้เกือบ 30000 บาท ถ้าเป็น SAP จะอยู่ที่ 22000-25000 บาท สถานที่ทำงานไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เงินเดือนขึ้นไม่ค่อยเยอะ ถ้าไม่ใช่ SAP สวัสดิการไม่ค่อยดี
  • Mfec เป็นบริษัทในเครือของ Modern form มีสถานที่ทำงานอยู่ 2 ส่วน ถ้าพวกดูแลระบบจะอยู่ที่ตึก Modern form ถนนศรีนครินทร์ เลยแยกพัฒนาการไปหน่อย ส่วนของ Development จะอยู่ที่ ตึกเล้าเป้งหงวน (พิมพ์ถูกหรือป่าวหง่ะ) อยู่บนถนนวิภาวดีรังสิต เลย 5 แยกนรก(ลาดพร้าว) ไปทางดินแดง ห่างจากแยกประมาณ 500 เมตร หรือลงรถไฟฟ้าที่สถานีหมอชิต แล้วเดินย้อนกลับมาที่ 5 แยก ตรงซอยที่มีตึกธนาคารทหารไทย เงินเดือนตอนนั้นสมัครโปรแกรมเมอร์แต่ทางนู้นอยากให้ทำ ด้าน admin เลยไม่เอา ตอนนั้นขอไป 19000 บาท แต่เท่าที่ถามเพื่อนได้ 17500 บาท แต่ถ้าเกียรตินิยมอันดับ 2 บวกอีก 500 เป็น 18000 บาท อันดับ 1 บวกเป็น 18500 บาท บริษัทรับงานส่วนใหญ่จาก AIS ล่าสุดเพิ่งประมูลงานจากตลาดหลักทรัพย์ได้ ไม่มี OT สถานที่ทำงานค่อนข้างดี สวัสดิการอยู่ในระดับปานกลาง
  • CSI เป็นบริษัทร่วมทุนไทย ญี่ปุ่น สิงคโปร์ อยู่ตึกสีลมคอมเพล็กเงินเดือนเริ่มต้นที่ 18000 บาท พ้นปีแรกเงินเดือนจะขึ้น มาอยู่ที่ประมาณ 21000 บาท สถานที่ทำงานไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เรื่องสวัสดิการไม่รู้อ่ะ
  • DST เป็นบริษัทของประเทศอังกฤษ ทำโปรแกรมเกี่ยวหุ้นและพอร์ตลงทุน ครองส่วนแบ่งตลาด 60 % อยู่ที่ตึก CRC, All seasons place นั่งรถไฟฟ้ามาลงที่สถานีเพลินจิต แล้วต่อ shuttle bus ของรถไฟฟ้า หรือของโรงแรม conrad เงินเดือนเริ่มต้นที่ 18000 บาท พ้นปีแรกเงินเดือนจะขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 22000 บาท สถานที่ทำงานดีมากๆ ถ้าภาษาอังกฤษดี อาจจะได้ไปทำงานที่อังกฤษ (สักเดือนก็เก็บเงินได้สักแสน) สวัสดิการดีมาก ตามประสาบริษัทนอก
  • AIS เป็นบริษัทของครอบครัวใครก็คงจะรู้กันดี ทำธุรกิจอะไรก็คงรู้กันดี มีตึกอยู่ 3 (ตึกชิน 1-3) เงินเดือนเริ่มต้นที่ 15000 บาท สถานที่ทำงานค่อนข้างแย่ สำหรับตึกชิน 1 ที่เคยไปสัมภาษณ์ (รถแถวนั้นติดมากๆ สืบเนื่องมาจาก 5 แยกนรก)

นอกจากนี้ยังมีข้อมูลจากเพื่อนๆพี่ๆ

  • Reuters อยู่ตึกอื้อจี่เหลียง (ชื่อแต่ละตึก-_-") บนนถนนพระราม 4 ตรงข้ามสวนลุม (ตอนดึกๆถ้าเครียดมีที่ระบาย ^_^) เงินเดือนเริ่มที่ 16000-18000 บาท งานค่อนข้างน่าเบื่อสำหรับคนชอบเขียนโปรแกรม เพราะต้องทำ document ค่อนข้างเยอะ มีส่งไปทำงานที่อเมริกาด้วย เงินเดือนพอพ้น 2 ปีจะประมาณ 25000 บาท สวัสดิการดี ตามประสาบริษัทนอก
  • Accenture อยู่ตึกอับดุลราฮิม บนนถนนพระราม 4 ใกล้ตึกอื้อแหละ เงินเดือนถ้าโปรแกรมเมอร์เริ่มต้นที่ 15000 บาท แต่ถ้าเป็น consult จะเริ่มที่ 24000 บาท ใช้งานค่อนข้างหนัก ไม่มี OT ให้ด้วย (เคยได้ยินจากเพื่อนมาว่าบางที 4 ทุ่ม โดนโทร. ตามยังต้องไปเลย -_-a)
  • Motif อยู่ตรงตึก Time square ถนนสุขุมวิท แถวแยกอโศก เงินเดือน 18000 บาท เน้นพวก Java
  • Exxon หรือ Esso นั่นเอง เงินเดือนเริ่มที่ 24000 บาท ตึกอยู่แถวโลตัสพระราม 4
  • Sony ที่ทำงานอยู่เลย 5 แยกปากเกร็ดไปอีก -_-" เงินเดือนเริ่มที่ 18000 บาท ถ้าได้ Toeic บวกเพิ่ม 2000 บาท ได้ภาษาญี่ปุ่นระดับ 2 บวกเพิ่ม 4000 บาท (ระดับ 4 ต่ำสุดนะครับ) งานก็เขียนโปรแกรม burn ลง controller หรือ ไม่ก็เก็บกับฐานข้อมูลสินค้า (ใช้ Oracle)
  • Toyota ปีก่อนรับเฉพาะเกียรตินิยมอันดับ 1 เท่านั้น แต่ปีนี้รู้สึกว่าจะปรับลงหน่อย (รู้สึกว่า Sgui ก็ยังไม่ถึงอยู่ดีนะ) ตอนแรกต้องมาเรียนพวกเครื่องกล (ไม่สนว่าจะเป็นวิศวะคอม, เคมี หรือเครื่องกล) กับภาษาญี่ปุ่นก่อนครึ่งปี จากนั้นต้องสอบภาษาญี่ปุ่นระดับ 3 ให้ได้ ช่วงที่เรียนจะอยู่ที่ตึก CRC, All seasons place จากนั้นจะถูกส่งไป ฝึกที่ประเทศญี่ปุ่น แล้วกลับมาทำงานชดใช้ 2 เท่าของที่ไปฝึก ที่โรงงานตรงบางนา เงินเดือนเริ่มต้น 22000 บาท สถานที่ฝึกดีมากๆ (อยู่ชั้น 22 CRC Towel)
  • Freewill solution เป็นบริษัททำโปรแกรมเกี่ยวหุ้นและพอร์ตลงทุน ครองตลาด 40 % ที่เหลือจาก DST มีที่ทำงาน 2 ตึกคือที่ ตึก Capital, All seasons place กับลุมพีนีทาวเวอร์ เงินเดือนเริ่มต้น 17000 บาท บวกค่าเกียรตินิยมอีก 500 บาท
  • Avarnard ข้อดีคือส่งไปสอบ Certificate ของ Microsoft .NET
  • Sun ประเทศไทย ตึกอยู่ตรงข้ามตึก Empire ได้ยินมา PR ของที่นี่น่ารัก -_-" (อาจจะไม่เกี่ยวกับงานแล้ว)
  • Microsoft อยู่ชั้น 37 ตึก CRC, All seasons place

นอกจากนี้ก็ยังมีอีกหลายบริษัท แต่รู้จักแต่ชื่อเสียง หลายคนบอกว่าก็โอเค แต่ไม่รู้ข้อมูลอะไรเท่าไหร่ลองไปหาดูเอาเอง (อาจจะพิมพ์ผิดนะ ลองถามเพื่อนๆที่เรียนคอมกันดูนะ) ก็มี Logic, Soft square, Data craft, Jovit หรืออาจจะลองหา บริษัทของญี่ปุ่นหรือเกาหลีดูสิ งานหนักหน่อยแต่เงินเดือนเยอะ เพื่อนทำอยู่ที่นึง เงินเดือนเริ่มต้นตั้ง 27000 บาทแหนะ

แต่ถ้าทำงานไปสัก 4 ปีแล้วรับงานเป็น contract อาจจะได้ถึง 60000-70000 บาทแหน่ (ถ้าทำในบริษัทก็ประมาณ 35000-40000)

แก้ไขเมื่อ 17/1/2548 20:47:10


edit @ 2005/03/28 18:54:25

100 บริษัทที่น่าทำงาน

posted on 11 Mar 2005 20:37 by kaze  in Money

ที่มาจาก หนังสือพิมพ์ Times

1. W L Gore
เป็นบริษัทที่ผลิตภัณฑ์ทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสคร์ และโพลิเมอร์ ลูกค้าหลักๆ คือ NASA
2. St Ann's Hospice
3. Beaverbrooks
4. Pannone & Partners
5. Data Connection บริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์ เป็นบริษัททางด้านคอมพิวเตอร์ที่อยู่อันดับสูงสุด
6. Sandwell Community Caring Trust
7. HFS Group เป็นบริษัททางด้านการเงิน ทำธรุกิจพวกปล่อยสินเชื่อ
8. Office Angels
9. Bacardi-Martini บริษัทผลิตเครื่องดื่ม ที่คุ้นหู ก็พวก Bacardi, Breezer, Martini
10. Loans.co.uk

นอกจาก 10 อันดับแล้ว บริษัทที่อาจจะเคยได้ยินกัน มีผลิตภัณฑ์ขายในไทย หรือมีสาขาในไทย
19. Boehringer Ingelheim บริษัทผลิตยา ไม่แน่ใจว่ามีสาขาในไทยไหมนะ แต่ก็เคยเห็นยายี่ห้อนี้บ่อยเหมือนกัน
20. Admiral group บริษัทประกันภัย
36. Honda UK อืม.. ถ้าเป็น Honda ประเทศไทยคงจะ ...
39. EMI Music ค่ายเพลง
60. Microsoft อืม.. คงไม่ต้องบอกนะว่าทำอะไร
73. DST International บริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์ทางด้านการเงิน และกองทุน
78. Bupa Member บริษัท ประกันสุขภาพ


edit @ 2005/03/28 18:53:12

คำนิยามด้านเศรษฐกิจ

posted on 03 May 2005 14:38 by kaze  in Money
อืม.. หลังจากยืมหนังสือของนาย house มา 2 เล่ม
หนังสือที่ยืมมาเล่มแรกชื่อ Made it easy อะไรเนี่ยแหละ
ของ Warren Buffett แต่จำชื่อคนแปลไม่ได้ หน้าปกเป็นรูปตาชั่ง

อ่านได้สัก 2 ใน 3 ก็เกิดอาการสมองโล่งๆ รู้สึกไม่ค่อยได้อะไร


หลังจากนั้นก็หมกเอาไว้แสนนาน เกือบปี
ถึงจึงได้หยิบอีกเล่มขึ้นมาอ่าน
ชื่อ นักลงทุนผู้ชาญฉลาด ของวิกรม เกษมวุฒิ
ตอนแรกๆอ่านไปก็รู้สึกโอเค เข้าใจดีแฮะ
แต่พออ่านไปได้สักครึ่งถึงเรื่องของนโยบายการคลัง
ชักเริ่มจะเกิดอาการลืมๆ ความหมายของคำบางคำ -_-"
(อะไรฟ่ะ เรื่องที่อยากจะจำได้ดันจำไม่ได้
แต่เรื่องไม่อยากจะจำดัน จำไม่ลืม T_T)


วันนี้เลยกะจะเขียนเกี่ยวกับคำต่างๆในด้านเศรษฐกิจ
เอาแบบเข้าใจง่ายๆ เพราะตัวเองตอนนี้ก็ยังไม่ได้รู้ลึกซึ้ง
ตอนนี้เอาแค่ข้อมูลพื้นๆ ขึ้นบลอกไว้ก่อน
เวลาลืมจะได้มานั่งอ่านได้ เอามาจากเว็บของกระทรวงการคลัง
หรือว่าจะหาอ่านได้จาก ห้องสมุดวิทยพัฒน์ ก็ได้นะ

เนื้อหาที่เขียนแบ่งตามความเกี่ยวข้องของศัพท์เหล่านั้น

การขยายตัวทางเศรษฐกิจ

- GDP (Gross Domestic Product) หรือ ผลิตภัณฑ์ในประเทศ
หมายถึง มูลค่าของสินค้าและบริการขั้นสุดท้ายที่ผลิตขึ้นภายในประเทศ
โดยยึดถือจากอาณาเขตของประเทศเป็นหลัก
ไม่คำนึงว่าทรัพยากรที่ใช้ในการผลิตสินค้าจะมาจากไหน
นั่นหมายความว่า ชาวต่างชาติที่นำทรัพยากรมาตั้งโรงงาน
ในประเทศไทย ผลผลิตที่ได้จะถูกรวมในค่า GDP ของไทย
- GNP (Gross National Product) หรือ ผลิตภัณฑ์ประชาชาติ หมายถึง
มูลค่าของสินค้าและบริการขั้นสุดท้ายทั้งหมด โดยใช้ทรัพยากร
ของประเทศนั้นๆ
- NDP (Net Domestic Product) หรือ ผลิตภัณฑ์ในประเทศสุทธิ
หมายถึง ผลิตภัณฑ์ในประเทศ หักด้วยค่าเสื่อมราคา(Depreciation)

NDP = GDP - Depreciation

- NNP (Net National Product) หรือ ผลิตภัณฑ์ประชาชาติสุทธิ
หมายถึง ผลิตภัณฑ์ประชาชาติ หักด้วยค่าเสื่อมราคา

NNP = GNP - Depreciation

- NI (National Income) หรือ รายได้ประชาชาติ หมายถึง
ผลตอบแทนจากปัจจัยการผลิต(Factor cost) แต่ NNP จะเป็น
ค่าตามราคาตลาด(Market price) ซึ่ง Factor cost จะประกอบด้วย
ค่าจ้าง, ค่าเช่า, ดอกเบี้ย และกำไร แต่ Market price จะรวมภาษี
ทางอ้อมธุรกิจ(Indirect business tax)

NI = NNP - Indirect business tax

- PI (Personal Income) คือ รายได้ทั้งหมดก่อนหักภาษี
- DI (Disposable Income) คือ รายได้หลังหักภาษีเงินได้ส่วนบุคคล
เป็นรายได้ที่แสดงถึงอำนาจซื้อและการออมของประชาชน

DI = NI - ภาษีเงินได้


เสถียรภาพทางการเงิน
แบ่งเป็น
1. เสถียรภาพภายใน
- Inflation (เงินเฟ้อ) คือ ภาวะที่ราคาสินค้าและบริการทั่วไป
เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นมากจะกระทบต่อ
การครองชีพ ในประเทศไทยวัดจากอัตราการเปลี่ยนแปลงของ
ดัชนีราคาผู้บริโภค ที่คำนวณจากค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก
ของราคาสินค้าและบริการต่างๆ ที่ผู้บริโภคซื้อหาเป็นประจำ
ค่านี้จัดทำโดยกรมการค้าภายใน สาเหตุที่เกิดเงินเฟ้อ คือ
สินค้ามีน้อยกว่าความต้องการของตลาด หรืออาจเป็นเพราะ
ต้นทุนในการผลิตเพิ่มสูงขึ้น
- Deflation (เงินฝืด) คือ ภาวะที่ราคาสินค้าและบริการทั่วไป
ลดลงอย่างต่อเนื่อง
2. เสถียรภาพภายนอก
- CA (Current Account) หรือ ดุลบัญชีเดินสะพัด คือ
ผลรวมของดุลการค้า ดุลบริการ รายได้ และ เงินโอน

  • Trade Balance หรือ ดุลการค้า คือ ผลต่างสุทธิระหว่าง
    มูลค่าสินค้าออก กับ มูลค่าสินค้าเข้า
  • Net services หรือ ดุลบริการ คือ ผลต่างสุทธิที่แสดงถึง
    การค้าด้านบริการ เช่น ค่าขนส่ง, ค่าท่องเที่ยว, ค่าสิทธิบัตร,
    ค่าประกันภัย เป็นต้น
  • Income หรือ รายได้ ซึ่งได้จากการจ้างงานในรูปของเงินเดือน
    และสวัสดิการ หรือ รายได้่จากการลงทุนในต่างประเทศ
  • Current transfers หรือ เงินโอนและบริจาค คือ เงินบริจาค
    หรือเงินช่วยเหลือต่างๆที่คนที่มีถิ่นฐานในประเทศ ได้รับจาก
    ผู้มีถิ่นฐานในต่างประเทศ

- KA & FA (Capital and Finance Account) หรือ
ดุลบัญชีเงินทุนเคลื่อนย้าย เป็นธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์
และหนี้สินระหว่างผู้มีถิ่นฐานในประเทศ กับผู้มีถิ่นฐานในต่างประเทศ
ประกอบด้วย

  • บัญชีทุน(Capital account)คือ รายรับและรายจ่ายที่เกิดจาก
    1) ธุรกรรมเคลื่อนย้ายเงินทุน(Capital Transfer) ทั้งในรูปตัวเงิน
    และในรูปมิใช่ตัวเงิน ได้แก่ การโอนย้ายเงินทุนที่เกิดจาก
    การซื้อขายสินทรัพย์ถาวร การโอนสิทธิในทรัพย์สินถาวร
    และการยกเลิกหนี้สินโดยเจ้าหนี้ หรือ อาจจะเกิดจาก
    2) การซื้อขายทรัพย์สินที่ไม่ก่อให้เกิดการผลิต
    และมิใช่ทรัพย์สินทางการเงิน
    หมายถึง
    การซื้อขายทรัพย์สินที่จับต้องได้ เช่น ที่ดิน
    และทรัพย์สินที่ไม่สามารถจับต้องได้ เช่น ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร
    เครื่องหมายการค้าและสัญญาเช่าซื้อเฉพาะกรณีการซื้อขายที่ดิน
    โดยสถานทูตถือเป็นข้อยกเว้นเนื่องจากเป็นการโอน
    ความเป็นเจ้าของระหว่างผู้มีถิ่นฐานในประเทศด้วยกัน
    โดยให้ถือว่าผู้มีถิ่นฐานในต่างประเทศที่ซื้อที่ดินนั้น
    มีเพียงการเรียกร้องทางการเงิน
    (Financial Claim)
    ต่อผู้มีถิ่นฐานในประเทศเท่านั้น
    ในปัจจุบันยังไม่สามารถแยกรายการนี้ได้
    โดยยังรวมอยู่ในรายการเงินโอนและบริจาคและบัญชีการเงิน
  • บัญชีการเงิน (Financial Account) หมายถึง
    ธุรกรรมที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสินทรัพย์
    และหนี้สินทางการเงินระหว่างประเทศ
    ซึ่งครอบคลุมถึงการลงทุนโดยตรง
    การลงทุนในหลักทรัพย์
    และการลงทุนอื่นๆ

- International Reserves/Reserves Assets หรือ
เงินสำรองระหว่างประเทศ คือ สินทรัพย์ต่างประเทศที่ถือครอง
หรือควบคุมโดยธนาคารกลาง และสามารถนำมาใช้ประโยชน์ทันทีที่จำเป็น
เช่น การชดเชยการขาดดุลการชำระเงิน หรือใช้เป็นเครื่องมือหนึ่ง
ในการดำเนินนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนเงินสำรองระหว่างประเทศ
ประกอบด้วย ทองคำ สิทธิพิเศษถอนเงิน
(Special Drawing Rights : SDR)
สินทรัพย์ส่งสมทบกองทุนการเงินระหว่างประเทศ
และสินทรัพย์ในรูปเงินตราต่างประเทศ
- External debt หรือ หนี้ต่างประเทศ หมายถึง
ยอดคงค้างหนี้สินส่วนที่ไม่ใช่หุ้นของผู้มีถิ่นฐานในประเทศก่อขึ้น
กับผู้มีถิ่นในต่างประเทศ ทั้งหนี้สินที่มีดอกเบี้ย หรือไม่มีดอกเบี้ย
โดยมีภาระผูกพันที่จะต้องชำระคืนเงินต้น โดยรวมหนี้สินทุกสกุลเงิน
และทุกประเภทของการกู้ยืม
- Exchange rate หรือ อัตราแลกเปลี่ยน เป็นอัตราที่เทียบระหว่าง
ค่าของเงินสกุลหนึ่ง
กับ หนึ่งหน่วยของเงินสกุลหลัก โดยแยกได้
เป็น 3 ระบบใหญ่ๆ คือ

  1. Pegged หรือ ระบบที่ผูกค่ากับเงินสกุลอื่น ซึ่งอาจจะเป็น
    การผูกค่ากับเงินสกุลเดียว(Single currency) หรือเป็น
    ผูกค่ากับกลุ่มสกุลที่เรียกว่าระบบตะกร้า(Composite
    currency)
  2. Flexibility Limited หรือ ระบบที่มีความยืดหยุ่นจำกัด
  3. More Flexible หรือ ระบบที่มีความยืดหยุ่นสูง
    เป็นระบบอัตราแลกเปลี่ยนที่ขึ้นอยู่กับอุปสงค์
    และอุปทานของเงินตราต่างประเทศ ซึ่งค่าของเงิน
    จะมีความผันผวนมากกว่า
    2 ระบบแรก โดยแบ่งย่อยเป็น
    3.1 ระบบลอยตัวภายใต้การจัดการ(Managed หรือ Dirty
    Floating)
    3.2 ระบบลอยตัวเสรี(Independent หรือ Free Float)
    เป็นระบบที่ค่าเงินลอยตัวตามกลไกตลาดมากที่สุด
    ธนาคารกลางอาจเข้าแทรกแซงในตลาดบ้าง
    เพื่อชี้นำทิศทาง แต่มิใช่เพื่อสวนทางกับการเคลื่อนไหว
    ของอัตราแลกเปลี่ยนในตลาด

ระบบการเงิน(Financial system)
- Interbank Rate หรือ อัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมระหว่างธนาคาร
เป็นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมในตลาดเงินระยะสั้น
เพื่อใช้ในการปรับสภาพคล่องของธนาคารพาณิชย์
โดยธุรกรรมอาจจะอยู่ในรูป การกู้ยืมแบบจ่ายคืนเมื่อทวงถาม
(at call)
หรือเป็นการกู้ยืมแบบมีกำหนดระยะเวลา(term) ตั้งแต่ 1 วัน ถึง 6 เดือน
ในทางปฏิบัติส่วนใหญ่
50-70 % เป็นการกู้ยืมระยะ 1 วัน(Overnight)
- Lending rate หรือ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้

  • MLR(Minimum Lending Rate) หมายถึง อัตราดอกเบี้ยเงินกู้
    แบบมีระยะเวลาที่ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บจากลูกค้ารายใหญ่
    ชั้นดี
  • MOR(Minimum Overdraft Rate) หมายถึง อัตราดอกเบี้ย
    ประเภทเบิกเกินบัญชีที่ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บจากลูกค้า
    รายใหญ่ชั้นดี
  • MRR(Minimum Retail Rate) หมายถึง อัตราดอกเบี้ยเงินกู้
    ที่ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บจากลูกค้ารายย่อยชั้นดี ซึ่งค่านี้
    จะสัมพันธ์กับ MLR เพื่อสะท้อนระดับความเสี่ยงที่แตกต่าง
    กันระหว่างลูกค้ารายใหญ่กับลูกค้ารายย่อย โดยบวกส่วนต่าง
    ได้สุงสุดไม่เกิน 4 % ต่อปี

การคลัง
- Treasury Balance หรือ เงินคงคลัง คือ เงินสดและเงินฝากของ
กระทรวงการคลัง
- Budgetary Balance หรือ ดุลงบประมาณ
หมายถึง ส่วนต่าง
ระหว่างประมาณการรายได้และประมาณการรายจ่าย
ตามที่กำหนดไว้ในเอกสารงบประมาณประจำปี
- Cash Balance หรือ ดุลเงินสดรัฐบาล หมายถึง ส่วนต่างระหว่าง
รายได้และรายจ่ายจริงของรัฐบาล ทั้งจากเงินในและนอกงบประมาณ
เงินในงบประมาณ หมายถึง รายได้แผ่นดินและรายจ่ายตามงบประมาณ
ซึ่งรายได้ประกอบด้วย รายได้จากภาษีอากร รายได้จากการขายสินค้า
และบริการ รายได้จากรัฐพาณิชย์และรายได้อื่นๆ รายจ่ายประกอบด้วย
รายจ่ายหมวดเงินเดือนและค่าจ้าง ส่วนเงินนอกงบประมาณ หมายถึง
เงินที่ส่วนราชการมีอยู่ซึ่งไม่อยู่ในข่ายที่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน
หรือไม่ใช่รายจ่ายตามงบประมาณ ซึ่งส่วนราชการจะนำเงินดังกล่าว
มาฝากไว้กับกระทรวงการคลัง เช่น เงินทุนหมุนเวียน

หนี้สาธารณะ
- PN(Promissory Notes) ตั๋วสัญญาใช้เงิน(เพื่อชดเชยการขาดดุล)
- T-Bill(Treasury Bill) ตั๋วเงินคงคลัง(เพื่อชดเชยการขาดดุล)

อืม.. แค่เนี้ยแหละ -_-" ไม่น่าเป็นคนขี้ลืมเลย