posted on 09 Nov 2007 18:35 by kaze in Kaze
จากเมื่อวาน ที่แฟนไม่ได้ A โปรเจคทั้งที่ทำงานได้ และ present ได้
แต่คนที่โปรเจค run ไม่ได้ กลับได้ A
เป็นเพราะระบบการประเมินที่ไม่ได้มาตรฐานอย่างมาก
หลักการให้เกรดคือ ให้อาจารย์ 3 คนมาให้เกรดโปรเจคของ 1 กลุ่ม
อาจารย์แต่ละคนมีมาตรฐานไม่เท่ากัน ใครได้อาจารย์ใจดีก็ได้ A ไป
ใครได้อาจารย์โหดก็ซวยไป
ที่แฟนผมโชคร้ายไม่ได้ A ทั้งที่ควรจะได้ก็เพราะอาจารย์ 2 คน
ที่ไม่ใช่อาจารย์ประจำโปรเจคไม่ได้ให้ A นั่นเอง
อาจารย์คนนึงให้สูงสุดคือ B+ ส่วนอาจารย์อีกคนให้ A อยู่โปรเจคเดียว
แต่ทำให้รู้สึกแย่ ก็คือ อาจารย์คนหลังบอกว่าหักคะแนนจุดนึง
ซึ่งตรงนั้นอยู่นอกขอบเขตของโปรเจค
แล้วอาจารย์ก็บอกว่าให้ B หรือ C+ ก็ไม่รู้ (ผมเข้าไปอ่าน email ที่แฟนผมส่ง
เพื่อสอบถามกับอาจารย์คนนั้น)
สรุปคือ โปรเจคที่ทำงานได้ คนทำโปรเจคอธิบายโปรเจคได้
แต่ไม่ได้ทำส่วนที่เกินขอบเขตของโครงงานได้ B หรือ C+ จากอาจารย์คนนั้น
แค่นี้เหรอ อธิบายได้แค่นี้ นักศึกษาเสียเวลาศึกษาโปรเจค
เสียเวลาทำโปรเจคมาทั้งเทอม โดนหักไปเกรดนึง
เพราะไม่ได้ทำ ส่วนที่เกินจากขอบเขตของโครงงาน
ปัญหาหลักของการประเมินคือ มาตรฐานของอาจารย์แต่ละคนไม่เท่ากัน
แต่อาจารย์เหล่านั้นกลับไม่ได้ตกลงกันว่าจะใช้เกณฑ์ไหนในการประเมิน
ต่างคนต่างใช้เกณฑ์ของตัวเอง บางคนก็อยากช่วยให้คนไม่มีคุณภาพได้เกรดดีๆ
แต่บางคนก็พยายามกดเกรดงานที่มีคุณภาพให้ดูด้อยลง..
ถึงไม่ใช่คนที่ทำโปรเจคนี้เอง แต่ก็ได้สอนและแนะนำอยู่ตลอด
ยังรู้สึกว่า โปรเจค ไม่ต้องไปทำมันหรอก ทำดีสุดยอดก็ได้ A
เท่าคนที่โชคดีแล้วไม่ทำอะไรเลยเหมือนกัน
posted on 08 Nov 2007 23:07 by kaze in Kaze
ผมเองจบวิศวะคอมจาก ม. เกษตร เมื่อ 3 ปีกว่าๆ (รหัส 43)
ตอนเรียนก็ไม่ค่อยมีปัญหาอะไร แต่สิ่งนึงที่รู้สึกคือ คะแนนกลางภาคทุกวิชาจะบอก
ในหลายๆวิชา อาจารย์ที่สอนจะมาเฉลยข้อที่พวกเราทำผิดกันเยอะๆ
แต่คะแนนปลายหลายวิชาไม่ยอมบอก ออกแต่เกรดมาอย่างเดียว
นั่นทำให้ผมในตอนนั้นรู้สึกว่า มันน่าจะมีหน่อยนะ ไม่ต้องมาเฉลยให้ฟังหรอก
เอาเฉลยไปติดที่บอร์ดที่ ออกเกรดนั่นแหละ เพราะอยากจะรู้ว่าตัวเองผิดพลาดยังไง
แต่ก็ยังดีที่พอจะถามกับอาจารย์บางคนได้บ้าง ระหว่างที่เรียนผมเคยเจอปัญหา
อาจารย์เอาข้อสอบเก่ามาออกเลย เพราะแกมัวแต่ดูหนังกำลังภายในชุดใหม่ที่เพิ่งได้มา
ยังดีที่ตอนสอบอาจารย์แกเห็นว่า ที่แกให้ open book มีคนเอาข้อสอบเก่าเข้าไปด้วย
แล้วกำลังจะลอกคำตอบ แกเลยรีบเปลี่ยนโจทย์ตอนสอบเดี๋ยวนั้น
ถ้าแกไม่เปลี่ยนตอนนั้น ผมกับเพื่อนหลายที่ไม่มีข้อสอบเก่าชุดนั้น
คงเสียเปรียบคนที่มีเยอะ เพราะหลายคนมีคำตอบอยู่แล้ว แค่ลอกแค่นั้น
แล้วการสอบครั้งนั้นก็จะวัดอะไรแทบไม่ได้เลย
มาวันนี้ แฟนผมเรียนอยู่วิศวะคอม ปี 4 บางมด Fwd SMS มาให้ดูเกรดเทอมที่แล้วที่เพิ่งออก
A 5 ตัว กับ B+ 2 ตัว ตอนนั้นก็คิดในใจว่า ซวยแล้วตู ดันบอกไปว่า
"ถ้าได้ A 4 ตัว มี B แค่ตัวเดียว ที่เหลือ B+ จะซื้อตุ๊กตาตัวใหญ่ๆให้"
สรุปก็คือ ก็คงต้องซื้อให้ -_-!
แต่เรื่องไม่จบแค่นั้น ตอนเย็น online MSN แฟนบอกว่า B+ ที่ได้ตัวนึงคือ
Senior Project เพื่อนคนอื่น ส่วนใหญ่ได้ A !!!
นั่นไม่ได้ทำให้ผมคนเดียวที่สงสัย แต่แฟนผมเองก็สงสัยเช่นกัน
ตลอดเทอมที่ผ่านมา ผมไปสอนเธอเขียนโปรแกรม และทำโปรเจคทุกวันศุกร์และอาทิตย์
โปรเจคที่เธอทำ ลง code ไปแล้ว ทำงานได้ตามที่อาจารย์ต้องการ
ตอน present ก็ตอบได้อย่างราบรื่น อาจารย์ถามก็ตอบได้ มีความเข้าใจโปรเจคค่อนข้างดี
แต่เธอได้ B+ ซึ่งตอนแรกผมได้ประเมินตามเกณฑ์ของผมไว้ก็ได้ B+ นี่แหละ
แต่เมื่อมองไปเทียบกับโปรเจคของเพื่อนๆเธอ ที่ผมผมมองไว้ว่า ไม่น่าจะเกิน B กับ C+
เพราะโปรแกรมที่เขียนยัง run ไม่ได้ และโปรเจคไม่ได้ยากอะไร (ประมาณว่า
ตอนนั้นได้ยินว่าทำอะไร ผมเองยังสงสัยว่าีนี่ โปรเจควิศวะคอม เหรอ)
แต่พอเกรดออกมา เพื่อนๆ ได้ A
เพื่อนเค้าคนนึง ผมเคยเห็นงานตอนที่มาปรึกษาแฟนผม แล้วผมก็ช่วยแนะนำไป
ผมเห็นแล้วรู้สึกว่า ถ้าได้เกรดเท่ากัน ก็ดูแปลกนิดหน่อย แต่ก็ไม่ถึงกับน่าเกลียด
เพราะขอบเขตของเกรดอาจจะกว้างก็พอเป็นไปได้ ตามประสาเกรดปี 4
แต่นี่ได้มากกว่าเลย -_-!
นอกจากนี้ เพื่อนๆ หลายคนโปรเจคยังไม่ได้ลง code หรือบางคนโปรแกรมยังทำงานไม่ได้
ยังได้ A บางคนโดนอาจารย์ถามก็มีตอบไม่ได้ก็ยังได้ A ก็มี
โปรเจคแฟนผมโปรแกรมทำงานได้ ตอน present ก็ตอบได้
จนเพื่อนหมั่นไส้ ตบหัวแบบล้อเล่นไปทีนึง ตามประสาเพื่อนกัน
จริงๆ ตอนที่รู้ว่าโปรเจคทำกัน 2-3 คนก็แปลกใจนิดหน่อย
เพราะโปรเจคของแฟนก็ไม่ได้ยากอะไรมาก ทำคนเดียวน่าจะกำลังดี
(ซึ่งสุดท้าย แฟนผมก็ทำคนเดียวตั้งเยอะ -_-! น่าจะเป็นโปรเจคเดี่ยวให้สิ้นเรื่อง)
ยิ่งของเพื่อนอีกกลุ่ม ยิ่งรู้สึกว่า ทำคนเดียวยังไม่น่าเป็นโปรเจคเด็กวิศวะคอมเลย
แต่นักศึกษาเหล่านี้ได้ A ซึ่งในฐานะคนทำงาน ถ้าผมจะรับเด็กจบใหม่เข้าทำงาน
เมื่อผมรู้อย่างนี้ มันทำให้ผมตัดสินใจได้ยากว่า นักศึกษาคนนี้เก่งจริงไหม
เพราะคนที่ไม่ได้เรื่องหลายคนก็ได้ A บางคนที่ทำงานได้ดีกว่ากลับได้ B+
บางคนไม่ได้ทำอะไรเลยแต่เกาะเพื่อนจบ ก็ได้ A
ก่อนหน้านี้ ระหว่างเทอมก็เจอปัญหาเรื่องมาตรฐานการให้คะแนนของ TA มาก่อนนี้แล้ว
การบ้านให้เขียน comment เพื่อทำเป็น Document ด้วย (ใช้ทำ Java Doc)
ซึ่งแฟนผมก็เขียน comment ในทุก class ที่ถูกเรียกใช้
แต่ไม่ได้เขียนใน file ที่ไปเรียก class เหล่านั้นมาใช้ run เำืพื่อแสดงว่า class ที่เขียนมา
ทำงานถูกต้อง ทำให้โดนหักคะแนนเท่ากับจำนวน method ใน file ที่ใช้ run
ซึ่งจะพูดง่ายๆ ก็คือ ถูกหักคะแนนซ้ำเรื่อง comment 4-5 ครั้ง
พอมาการบ้านที่ 2 คราวนี้เขียน comment ครบ กลับไม่คิดคะแนนตรงนี้
หลายคนที่ไม่ได้ใส่ comment ไม่ถูกหักอะไร คนที่ใส่และควรจะได้คะแนนมากกว่า
ในส่วนนี้ก็ไม่ได้
ปิดท้ายด้วยเรื่องการย้ายเวลาเรียนตามใจชอบของอาจารย์
พูดตามตรงตลอด 4 ปีที่ผมเรียนในมหาวิทยาลัย ถ้าอาจารย์จะย้ายคาบ
ก็จะย้ายเป็นบางอาทิตย์ที่อาจารย์ติดธุระจริงๆ จนไม่สามารถมาสอนได้
และจะย้ายไปเวลาที่ ไม่กระทบตารางเรียนนักศึกษา
เพราะเมื่อออกตารางเรียนมาให้นักศึกษาจัดตารางเรียนแล้ว
อาจารย์ก็ต้องรับผิดชอบการสอน ในวิชานั้น
เรื่องนี้ผมเคยเขียนถึงไปเทอมที่แล้ว กลับไปอ่านกันได้ที่
http://kaze.exteen.com/20070620/entry-1
มาเทอมนี้มีอีกแล้ว แต่โชคดีที่ไม่กระทบตารางเรียนของแฟนผม
แต่กระทบเพื่อนเค้าหลายคนเลยทีเดียว ไม่น่าเชื่อว่าปีนึงผมจะเห็นปัญหา
การย้ายเวลาเรียน (แบบย้ายทั้งเทอม) ถึง 2 ครั้ง แล้วเป็นการย้าย
หลังจากที่นักศึกษาลงทะเบียนไปแล้ว แล้วอาจารย์มาแจ้งก่อนเปิดเทอมวันสองวัน
ที่เขียนเรื่องนี้ อยากให้คนที่เคยเจอปัญหาการศึกษาไทยมาเขียนบอกกันหน่อย
มันอาจจะทำให้เรื่องพวกนี้ ไปถึงผู้ที่เกี่ยวข้องเหล่านั้นได้คิดบ้าง
เพราะอย่างน้อยก็เป็น "ปัญญาชน"
ี่
edit @ 9 Nov 2007 01:02:24 by kaze
posted on 15 Jul 2007 02:16 by kaze in Kaze
บางคนก็จัดการกับความเครียดบางอย่างได้ดี
แต่ก็ไม่สามารถจัดการกับความเครียดอีกอย่างไม่ดี
บางคนก็แคร์กับความรู้สึกของคนรอบข้างมากเกินไป
แต่บางคนพยายามบอกคนอื่นว่าแคร์ แต่กลับไม่เคยแสดงมันเลย
บางคนก็คอยรับอารมณ์ของคนอื่น โดยไม่สามารถสลัดมันทิ้งไปได้
แต่บางคนกลับระบายอารมณ์ โทษคนอื่น ทั้งๆที่บอกว่า รักคนๆนั้น
หลายครั้งที่เห็นคนที่เรารัก ไม่สบายใจ เครียด
เพราะต้องมาเป็นที่รองรับอารมณ์ของคนรอบข้าง
ขาดสมาธิกับการเรียนอย่างเต็มที่
รู้สึกสงสารจริงๆ พยายาม ปลอบประโลม บอกว่า "ให้ปล่อยวาง"
ถ้ามัวไปแคร์ความรู้สึกของคนรอบข้าง จนตัวเองต้องแย่ก็คงไม่ดี
รู้หน้าที่ที่สำคัญที่สุดของตัวเองใน ณ เวลานี้ก็พอ
ถ้าเป็นนักศึกษา ก็คือมีหน้าที่เรียน เป็นสำคัญ
อย่าเอาปัญหาของคนรอบข้างมาใส่ตัวให้มากเกินไป
คนรอบข้างก็ควรจะรู้ขอบเขตของตัวเอง ไม่ใช่เอาปัญหา
ไประบายให้คนอื่น จนตัวเองไม่รู้จักแก้ด้วยตัวเอง
บางปัญหา ถ้าไประบายให้กับคนบางคน กับจะไปสร้างปัญหาให้คนอื่น
ผมก็เคยอกหัก แต่ตอนที่อกหัก ผมไม่เคยทำให้คนที่ผมรักต้องลำบากใจ
รู้สึกแปลกใจ ที่ผู้ชายบางคนที่ผิดหวังในความรัก กลับไปบอกผู้หญิง
ซึ่งเป็นคนที่ตัวเองรักในทำนองที่ว่า เค้าผิดหวังอย่างนู้น อย่างนี้
ทั้งๆที่ก็รู้ว่า ผู้หญิงคนนั้นเป็นคนที่แคร์ความรู้สึกคนรอบข้าง
คนรักกันจริงๆ เค้าจะทำให้อีกฝ่ายนึงต้องไม่สบายใจอย่างนี้หรือไง
ตอนที่ผิดหวังในความรัก ผมว่าทุกคนก็คงเสียใจ และมีน้ำตา
สำหรับผมทุกครั้งที่ผิดหวัง ผมผิดหวังที่ตัวเองทำให้คนๆ นั้นรักแบบแฟนไม่ได้
จำได้ว่า มีครั้งนึง ผู้หญิงบอกว่า คิดเหมือนพี่ชาย และมีอีกครั้งนึง
ผู้หญิงบอกว่า คิดเหมือนน้องชาย
แล้วมันก็ไม่ใช่ความผิดของผู้หญิงคนนั้น ซะหน่อยที่เค้าไม่รักเราแบบแฟน
แล้วมันสมควรไหมที่ต้องเอาอารมณ์ เอาความเสียใจ ไปให้เค้ารับรู้
เพื่อให้เค้าคนนั้นต้องรู้สึกผิด ต้องรู้สึกไม่ดีด้วย
ไม่มีใครอยากทำให้คนอื่นผิดหวัง หรือเสียใจ ยิ่งเป็นคนที่รู้สึกดีๆ กันมา
แม้จะไม่ได้รักกันแบบแฟน แต่ก็รู้สึกเหมือนเพื่อน พี่ น้องได้
แต่ถ้ายอมรับตรงนี้ไม่ได้ ก็มองอยู่ห่างๆ อยู่เฉยๆ ไม่ทำให้คนที่เรารักต้อง
รู้สึกแย่ไปด้วยสิ คำขอโทษ ไม่ว่าในรูปของ ข้อความ หรือ คำพูด
ไม่ได้มีความหมายอะไร แต่คนพูด คนเขียนไม่ได้แสดงมันออกมาจริงๆ
เราสามารถมีความสุข แม้จะผิดหวังในความรักได้ ถ้าเรารักเค้าจริงๆ
ความสุขมันมาจากการเห็นคนที่เรารักมีความสุข
แต่สำหรับบางคน ความรักอาจจะหมายถึงการครอบครองคนที่เรารัก
มันก็คงดี ถ้าคนๆนั้น รักเราตอบ แต่ถ้าการครอบครองคนที่เรารัก
ทั้งๆที่เค้ารักคนอื่น แล้วทำให้คนที่เรารักไม่มีความสุข สำหรับผม
ผมเรียกว่า ความเห็นแก่ตัว
ปัญหามีหลายแบบ ปัญหาบางอย่าง แก้ไปก็เกิดปัญหาอย่างอื่นตามมา
ทำให้เครียดเปล่าๆ บางทีก็ "การปล่อยวาง" ไม่เก็บมาคิด
ไม่เก็บมาให้รบกวนจิตใจ ดูจะเป็นสิ่งที่ดีกว่า
ถึงคนที่ระบายอารมณ์จนสร้างปัญหา (ถ้ายังเข้ามาอ่าน):
ปัญหามันเกิดจากอีกฝ่ายที่ไม่รักนายหรือไง เค้าจะรักใครนั้น
นายตัดสินใจหรือ เค้าผิดไหมที่ไม่รักนาย ทำไมต้องส่งข้อความ
ทำไมต้องทำให้อีกฝ่ายรู้สึกแย่ไปด้วย ถ้ายอมรับไม่ได้กับความรู้สึกดีๆ
ที่อีกฝ่ายให้ไป ก็ไม่ต้องรับ อยู่เฉยๆ ก็ได้
ถึงคนที่ต้องคอยมารับอารมณ์ :
คนอื่นเสียใจ คนอื่นมาระบายอารมณ์ หรือทำให้รู้สึกไม่ดี
ก็ ปล่อยวาง มันไปเถอะ ถ้าอารมณ์ ความรู้สึกมาเป็นข้อความ
ก็ไม่ต้องอ่าน ถ้าความรู้สึกมาเป็นคำพูดก็ไม่ต้องไปฟัง
ปล่อยให้คำพูดเป็นสายลมผ่านหูซ้าย ทะลุหูขวา
หรือไม่ก็ไม่ต้องไปฟังซะ
ส่วนตัวเอง... คนที่แคร์ความรู้สึกของคนรับอารมณ์
ก็คงต้องพยายามทำให้คนรับอารมณ์ รู้สึกดี
และรู้ว่า อะไรคือสิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้...