Fly to Montreal

posted on 21 Oct 2006 17:25 by kaze  in Kaze
หลังจากไม่ได้ update ซะนาน วันนี้มา update เสียหน่อยดีก่า...
ตอนนี้มาอยู่ที่ Montreal ได้ 3 วัน (บริษัทส่งมาทำงาน 1 เดือน)
ต้องเจออากาศหนาวแบบที่ไม่เคยเจอมาก่อน (ตอนไป UK หนาวสุดที่เจอ
ก็ไม่เคยต่ำกว่า 14 องศา แต่ที่นี่เจอระดับ 2 องศา)
และได้เห็นหิมะตก (*o*)

link เรื่องราวตอนไป UK
- UK Travel (English)
- UK Travel (2) (English)
- UK Travel (3) (English)
- UK ในความทรงจำ
- เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย UK

สำหรับคนที่จะมา Canada ต้องไปติดต่อขอวีซ่าที่สถานทูต Canada
ที่ชั้น 15 ตึกอับดุลราฮิม วันจันทร์ถึงพฤหัสบดี ช่วงเวลา 7.30-10.00 น.
วีซ่าจะได้วันถัดไปของวันทำการเป็นอย่างเร็ว ไม่ควรไปอ้อนวอนอะไร
เพราะจะโดนรังสีอำมหิต ถากถางด้วยวาจาสุภาพกลับมาให้สะเทือนใจเล่นป่าวๆ

การเดินทางคราวนี้ไปขึ้นเครื่องที่สนามบินสุวรรณภูมิ
ไปถึงก็เจอปัญหาแรกของสนามบินเลย
ประตูทางเข้าเป็นประตูวนขนาดใหญ่ มีผู้หญิงคนนึงที่เข้าไปก่อน
พร้อมรถเข็นสัมภาระ ซึ่งมันค่อนข้างติดขัดมากกว่าจะหมุนเข้าไปได้
(ทำเป็นประตูเลื่อนอัตโนมัติเหมือนสนามบินดอนเมืองก็สิ้นเรื่อง
สนามบินที่ไปมารวมทั้งการเดินทางครั้งนี้ ตั้งแต่ ดอนเมือง, Heathrow
Vancouver และ Montreal ต่างก็เป็นประตูแบบเดียวกันหมด)
เมื่อเข้ามาภายในตัวอาคารผู้โดยสาร ซึ่งอ่านจากนิตยสารการบินตอนพักที่
แวนคูเวอร์ว่าเป็น single terminal ที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก
ตรงนี้เราว่าดีนะ single terminal มันค่อนข้างสะดวกกว่า เวลาต่อเครื่อง
จากนอกประเทศไปยังภายในประเทศ ผู้โดยสารจะได้ไม่ต้องลากสัมภาระไกลๆ

เข้าไปถึงผมก็ไปรอ check-in การเดินทางครั้งนี้ ต้องนั่งเครื่อง Eva ไปลง Taipei
จากนั้นต่อเครื่องไปลง Vancouver หลังจากนั้นต้องเปลี่ยนไปนั่งเครื่อง Air canada
เพื่อไปลง Montreal

หลังจาก check-in ข้าวของแล้ว (ข้าวจริงๆ แบกไปกินกลัวอดตาย)
ก็ใช้เวลาเดินสำรวจอาคารผู้โดยสารสักพัก ซึ่งก็ไม่มีอะไร
เดินขึ้นไปดูจุดชมเครื่องบิน มองออกไปเห็นอาคารเทียบจอดที่ดูสวยงาม
และใหญ่มากๆ ซึ่งก็อาจจะเป็นเพราะเป็น single terminal ก็ได้

จากนั้นก็เมื่อเห็นว่าส่วนอาคารผู้โดยสารไม่มีอะไรก็เลยเข้ามาส่วนของ
อาคารเทียบจอดเครื่องบิน เห็นรูปปั้นที่ดึงพญานาคอ่ะ อืม.. สวยดีนะ
แต่พอมองที่พื้น ปรากฏว่าเห็นคราบน้ำตามพื้นที่ดูแล้วคงเกิดจากรอยรั่ว
ของกระจกด้านบน ซึ่งตอนนั้นก็มีพนักงานกำลังทำความสะอาดอยู่ -_-"

ลองเดินเล่นดูร้านค้าในส่วนนี้ดูก็รู้สึกว่าค่อนข้างเยอะ แถมตัวอาคารก็มีขนาดใหญ่
พอเดินจนเหนื่อยพอแล้วก็เลยไปนั่งรอที่ Gate ประตูทางเข้า Gate ที่เทียบเครื่อง
ทำเป็นกระจกแกะสลักด้วย สวยมากๆ
(ถ้าประกวดสนามบินสวยนี่ ท่าทางจะพอสู้ที่อื่นได้เลย)

เครื่องออกจากสนามบินประมาณ 4 โมงเย็นก่าๆ... หลังจากขึ้นเครื่องก็พบว่า
แอร์โฮสเตสของ Eva นี่ดูดีแฮะ :P รูปร่างดูเพรียวบาง หน้าตาก็ใช้ได้
ไม่เหมือนตอนที่ไป British หรือ Qantas ที่ออกจะเจ้าเนื้อ และดูมีอายุไปหน่อย
อาหารบนเครื่องก็อร่อยดีแฮะ... ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่งก็ถึง Taipei
ซึ่งเวลา Taipei นี่ก็เร็วกว่ากรุงเทพ 1 ชม. (ถึง Taipei ราวๆ 3 ทุ่มของที่นั่น)
และดูเหมือนเที่ยวบินที่นั่งมาจะมีคนไทยเยอะพอสมควร ที่นั่งต่อไป Vancouver เหมือนเรา
ระหว่างที่รออีก 3 ชม. เพื่อต่อเครื่องไป Vancouver ก็ไปหาอะไรกินเสียหน่อย
rate เงินที่นี่ก็ไม่ได้ต่างจากไทยมากนัก 1 บาทแลกได้ 0.8 เหรียญก่าๆที่นั่น

ระหว่างที่อยู่ที่สนามบินที่ Taipei เท่าที่สังเกตุดูอาคารเทียบเครื่องบินนี่ก็ยาวเหมือนกันนะ
แม้จะไม่กว้างใหญเท่าสุวรรณภูมิแต่ก็ดูเหมือนว่าอาจจะยาวมากกว่า
พอขึ้นเครื่องปั๊บก็พบกับความผิดหวังอย่างนึง เครื่องที่ไป Vancouver ที่ต้องนั่งนานกว่า
10 ชม. ไม่มีจอส่วนตัวหง่ะ เฮ้อ.. แต่ก็ยังดีตรงแอร์โฮสเตสกับอาหาร
แต่คราวนี้ แอร์ส่วนใหญ่พอเห็นหน้าเอเชียๆ ก็พูดจีนก่อนเลย -_-"
ตอนนั่งจากสุวรรณภูมิมา แอร์ไทยยังถามก่อนเลยว่าคนไทยป่าว
พอแอร์เห็นว่าพูดจีนแล้วไม่เข้าใจ ถึงได้มาพูดอังกฤษ

เที่ยวบินที่นั่งจาก Taipei มา Vancouver นี้ค่อนข้างโชคดีที่ได้นั่งข้างหน้าต่าง
แม้จะไม่ค่อยได้เห็นอะไร แต่ก็นอนสบายดี เพราะมีที่พิง

พอมาถึง Vancouver ก็เป็นเวลาประมาณ 1 ทุ่มของที่นั่น (ออกจาก Taipei เวลาเกือบเที่ยงคืน)
เวลาที่นี่ช้ากว่า Taipei 15 ชม. (ทั้งหมดเป็นเวลาของวันเดียวกันตลอดเลยนะ)

พอลงจากเครื่องก็เห็นกลุ่มคนไทย เข้าใจว่าคงเป็นทัวร์หล่ะมั้ง
เดินแยกไปอีกทางเพื่อจะไป USA ส่วนเราก็เดินไปเพื่อจะผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง

ที่ด่านตรวจเราต้องกรอก Canada Border Services Agency (CBSA) Declaration Card
เพื่อบอกว่าเราเอาของอะไรที่เป็นของควบคุมหรือของต้องห้ามเข้าประเทศหรือป่าว

ผ่านด่านตรวจมาก็ตรงไปรับของจากนั้นก็เดินต่อไปยัง counter ของ Air canada
เพื่อ check-in และ load ข้าวของ นี่ดีนะที่มี counter อยู่ terminal เดียวกันไม่ต้องลาก
ข้าวของไปอีก terminal หลังจาก check-in ก็เดินเล่นในสนามบิน Vancouver
ก็พบว่า งง เหมือนกัน (ลองดูสนามบินจาก Google Earth อาจจะพอเข้าใจ)

จากนั้นก็เดินไปเดินมา รอต่อเครื่องไป Montreal อีก 4 ชม. จะออกไปไหน
ก็ไม่มีที่ไป เพราะตอนนั้นก็ทุ่มกว่าๆแล้ว

ระหว่างที่รอก็ได้ใช้เงิน Canada เป็นครั้งแรกเพื่อซื้อของขบเคี้ยว
เพื่อไว้เคี้ยวตอนเครื่องขึ้นลง เป็น Mentos ราคาราว 0.9 $CAD (1 $CAD ประมาณ 33 บาท)
เครื่องที่ต่อไป Montreal เป็นเครื่องขนาดเล็ก (Airbus 321-200) เพราะบินภายในประเทศ
ไม่เหมือนตอนที่นั่ง Eva ที่เป็น Boeing 777 กับ 747
ซึ่งคราวนี้ก็โชคดีอีกที่ได้นั่งริมหน้าต่างอีกแว้ว...
เครื่องบินออกจาก Vancouver ราวๆ 5 ทุ่มครึ่ง มาถึง Montreal ราวๆ 7 โมงเช้าของอีกวัน
(เวลาของ Montreal เร็วกว่า Vancouver 3 ชม.) ใช้เวลาเดินทางราว 4 ชม. 45 นาที
อานะ ก็ประเทศมันใหญ่หนิ ใช้เวลาเดินทางจากฝากตะวันตกไปตะวันออกยังมากกว่า
กรุงเทพไป Taipei อีก

เนื่องด้วยเป็นเที่ยวบินภายในหรือป่าวไม่รู้ อาหารบน Air canada ต้องซื้ออ่ะ
แถมมันขายตอนเครื่องขึ้นได้สักพัก พอเครื่องจะลงเลยเกิดอาการหิว
ระหว่างที่รอคนของบริษัทมารับ ก็เลยไปหาอะไรกิน แล้วก็ทำให้พบว่า
ร้านของกินมันก็มีนะ แต่หายากแฮะ เพราะส่วนใหญ่อยู่ชั้นขาออกซะหมด

พอมาถึง Montreal สิ่งที่พบแล้วทำให้รู้สึกว่า ตูจะอยู่ได้ไหมเนี่ยก็คือ
เมืองนี้เป็นเมืองที่ใช้ภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาหลัก ที่ใหญ่รองจาก Paris -_-"
ถ้าป้ายขนาดใหญ่พอมีพื้นที่ ก็พอจะมี ภาษาอังกฤษอยู่บ้าง
แต่ถ้าป้ายเล็กๆที่ไม่พอแล้ว ภาษาฝรั่งเสสอย่างเดียวเลย

พอมาถึงที่พักก็นอนอีก แม้จะนอนมาจากบนเครื่องแต่ก็ยังรู้สึกเหนื่อยอย่างบอกไม่ถูก
การเดินทาง 25 ชม. (พักรอ 7 ชม.) มันเหนื่อยเหมือนกันแฮะ....

มาถึงตอนช้าพอเข้าที่พักได้ก็นอนถึง 2 ทุ่ม *o*
จากนั้น Manager ก็พาไปกินอาหารไทย..
อืม.. เด็กเสิร์ฟใส่เสื้อสีเหลืองที่มีตราสัญลักษณ์ด้วยแฮะ
แต่พูดไทยไม่ได้... -_-" พอกินเสร็จก็กลับมานอนอีก
(มันยังนอนได้อีกหรือเนี่ย !!!)

พอเช้าวันถัดมาก็ออกไปทำงาน อากาศที่นี่หนาวมากๆ
สูงสุด 9 องศา ต่ำสุด 2 องศาเอง ระหว่างทำงานอยู่
มองออกไปเห็นหิมะตกด้วยแฮะ..
พอลงไปดู พอตกลงมาใกล้ๆถึงพื้นก็กลายเป็นน้ำไปไหม ว้า...

แต่อย่างนึงที่สวยมากที่ Montreal ช่วงนี้คงจะเป็นใบไม้ที่
สีเหลืองอร่ามสวยงามมากๆ...

เฮอะๆ... ใบ Maple สวยมากตอนเป็นสีเหลืองทองเนี่ย..
คราวนี้ perdiem ไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ อีกอย่างค่ารถไป Niangara ก็แพงด้วย
เอาเป็นว่าคราวนี้เอา ใบ Maple สวยๆ ไปฝากดีก่า... :P


Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

อยากไปอ่ะ อ่านตรงหัว กะตอนท้ายแล้วอยากไปมากๆ
ถ่ายรูปไนอาการามาฝากด้วยเน้อ
เจ๊ไปแต่ฝั่งเมกา เค้าว่าฝั่งแคนาดาสวยกว่าเยอะๆ
ครับ... เจ้ ตอนนี้พยายามหาวิธีไปอยู่
ที่สวยกว่าก็เพราะมันไหลลงฝั่ง canada ไงหล่ะ
ผมว่าฝั่ง america คงไม่เห็นสายน้ำที่ไหลลงเป็นสาย

#3 By kaze on 2006-10-22 12:02

อ๋าาา รูปๆๆๆๆ

ปล.๑ เช่นเคย..อย่าลืมของฝากน๊ะ
ปล.๒ ของฝากอันเก่าถ่านหมดละ เหมือนจะรู้ว่ากำลังจะได้อันใหม่ โฮะโฮะโฮะ

#4 By ~S G u i~ on 2006-10-22 13:19

555 เอาใบไม้ไปนะ SGui
จำไว้เลยไม่ยอมให้ตูยืมกล้อง ตูยืมของเพื่อนที่ทำงานมา
แบตก็ดันมีปัญหาอีก เซ็งๆ ธรรมชาติโคตรสวยเลย

#5 By kaze on 2006-10-22 15:41