UK ในความทรงจำ
posted on 04 Oct 2005 13:22 by kaze in Kaze
กลับมาเมืองไทยตั้งแต่บ่ายวันพุธที่แล้ว แต่เพิ่งจะอัพบลอกวันนี้...
หลังจากชีวิตใน UK (United Kingdom) 1 เดือน..
หลังจากได้ลายเซ็น Steven Gerrard แต่ดัน...
หลังจากได้ถ่ายรูปกับ Rafael Benitez แต่ดัน...
หลังจากได้ขึ้น London eye
ทุกอย่างยังอยู่ในความทรงจำในตอนนี้..
หลังจากได้อัพบลอก ด้วยเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษไป 3 ครั้ง
แต่รู้สึกว่าไม่ค่อยได้อารมณ์สักเท่าไหร่
เนื่องด้วยความสามารถทางภาษาอันต้อยต่ำ..
จึงเล่าใหม่ดีกว่าในเวอร์ชั่นภาษาไทย
การไป UK ครั้งนี้ ทำให้เราได้ทำอะไรหลายๆอย่างเป็นครั้งแรก
ครั้งแรกที่ทำ Passport (หนังสือเดินทาง) แถมเป็น e-Passport ด้วย
(ใครที่ไปทำ Passport ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2548 จะได้ e-Passport)
แต่พอใช้จริง พนักงานตรวจคนเข้าเมืองเค้าแค่ดูหน้าเหมือน Passport แบบเดิม
ไม่เห็นมี finger scan อะไรเลย -_-" ค่าธรรมเนียมก็ 1000 บาท
เหมือนกับ Passport เดิม ตอนนั้นไปทำที่ กรมการกงสุล กระทรวงต่างประเทศ
ตรงถนนแจ้งวัฒนะ ตอนไปทำก็มีปัญหาเลย ชื่อ เราดันมี สระ เออ
ปกติก็ใช้ ur มาตลอด อาจารย์สอนพิเศษภาษาอังกฤษ ตอนเด็กๆเค้าสะกดให้
เค้าก็ทำงานที่กระทรวงการต่างประเทศ ก็เลยยืนยันไปว่าจะสะกดอย่างนี้
(ก็เค้าจะให้เปลี่ยนเป็น oe หนิหน่า เฮ้อ ลองสะกดดูแล้วมันแปลกๆอ่ะ)
อีกปัญหานึงคือ รายเซ็นต์ ก็เซ็นเล็กไปอีก เค้าบอกต้องตัวใหญ่ๆ
อ้ายเราก็ไม่ถนัด สุดท้ายก็เลยต้องเขียนธรรมดาไป....
ข้อมูลหนังสือเดินทาง - http://www.mfa.go.th/web/71.php
กระทรวงการต่างประเทศ - http://www.mfa.go.th
หลังจากได้จดหมายจากทางบริษัทที่ UK ก็ไปขอ Visa
การขอก็ง่ายมากเพราะมีจดหมาย ไม่มีการสัมภาษณ์อะไรเลย
แล้ววันถัดมาก็ได้ Visa
วันเดินทางหลังจากผ่าน ตม. ก็จะมีร้านขายของ ก่อนที่จะเข้า Gate
สำหรับรอขึ้นเครื่อง ดูราคาของกินในบริเวณนี้ก็ยังไม่เห็นแพงอะไร
แต่พอเข้า Gate ไปนั่งรอเครื่อง พี่ที่ไปด้วยเค้าไปซื้อน้ำเปล่ามา
เข้าให้ว่าเป็นขวด 550 มล. ราคาตั้ง 55 บาทแหนะ -_-a
ขาไป ก็นั่งเครื่องของ Qantas ไปแต่ code ในตั๋วเครื่องบินเป็น BA (British Airways)
จากที่ทราบจากพี่ๆที่เดินทางบ่อยๆ เค้าบอกว่า ถ้าเลือกได้น่าจะเลือก EVA
ดีกว่า เพราะที่นั่งกว้าง.. แต่ทำไงได้เดินทางครั้งแรก
แถมพี่ที่จัดการเรื่องตั๋วเครื่องบินที่บริษัทก็บอกว่าช่วงนี้คนเดินทางเยอะ
ตามปกติบริษัทมี policy ให้เดินทางด้วย Premiem economy class (World traveller plus)
ซึ่งจะดีกว่า Economy ตรงที่นั่ง มีที่ให้ยืดขามากกว่า แต่เนื่องจากช่วงที่ไป
มีคนเดินทางเยอะ เลยทำให้ต้องนั่ง Economy class..
เครื่องบิน delay ไปราวๆ 1 ชั่วโมง 15 นาที (กำหนดการจริง 00.30) กว่่าจะออก..
นี่เป็นครั้งแรกที่ขึ้นเครื่องบินให้ฐานะผู้โดยสาร (เคยขึ้นมาตอน Open house ของคณะ
ที่เค้าพาชมภาควิชาต่างๆ ตอนนั้นภาควิชาการบิน พาไปชมอู่ของการบินไทยที่สัตหีบ)
หลังจากเครื่องบินขึ้น ก็เห็นภาพของกรุงเทพ ยามค่ำคืนที่สวยงาม
เครื่องบิน บินด้วยความเร็วราวๆ 810 กม. ต่อ ชม. ตรงส่งสนามบิน Heathrow (ฮีทโธรว์)
แต่ก่อนเคยคิดเหมือนกันว่าเครื่องบินมันบินสวนทิศทางการหมุนของโลก
(จากไทย ไปทางยุโรป อย่างเงี้ยะ) มันน่าจะเดินทางเร็วกว่าบินตามการหมุนของโลกนะ
แต่... ผิดถนัดเลย.. สิ่งที่ลืมไปอย่างนึงก็คือ อากาศมันเคลื่อนที่ตามโลกไปด้วย
(ถ้าลมไม่เคลื่อนที่ตาม ตอนเรายืนอยู่เฉยๆ ก็ต้องมีลมแรงปะทะตัวเราตลอดเวลา
เพราะโลกหมุนด้วยความเร็ว เป็นหลักร้อยเมตรต่อวินาที จำตัวเลขแน่นอนไม่ได้แฮะ)
เลยสรุปได้ว่าคงเป็นเพราะแรงลมแหละที่ทำให้ขากลับเครื่องจะใช้เวลาเดินทาง
น้อยกว่าขาไป 1 ชม. (ตอนขากลับความเร็วเครื่องอยู่ที่ 910 กม./ชม.)
เครื่องที่ใช้เดินทางทั้งขาไปและกลับเป็น Boieng 747-400 เหมือนกัน
อากาศภายนอกเครื่องก็ไม่ใช่เล่นเลย -50 องศาเซลเซียส แหนะ..
หลังจากลงจอดที่ Terminal 4 สถานบิน Heathrow (รู้สึกว่าตัวอาคารมันแยกจาก
Terminal 1-3 อย่างเด็ดขาดเลยนะ) อากาศที่นี่ดีจัง มีแดดกับลมเย็นๆ
แต่เวลาตรวจคนเข้าเมืองนี่โคตรช้าเลย แถวยาวมาำำก แถมช่องตรวจก็มีน้อย
เลยต้องเสียเวลาไปเยอะ
หลังจากได้กระเป๋า ก็เดินทางไปที่พัำกแรกเป็นโรงแรมเล็กๆที่บริษัทจองเอาไว้ให้
ราึคาค่อนข้างถูก(สำหรับ UK) ตกคืนละ 50 ปอนด์(จริงๆแล้วต้องออก
เสียงว่า พาวน์ ไม่งั้นคนอังกฤษเค้าไม่รู้เรื่องนะ...) พร้อมมื้อเช้า..
พวกป้ายต่างของที่พัก มีอักษรเบลล์ควบคู่กันไปด้วย
(แต่ภาษามือหรืออักษรเบลล์เนี่ย ของแต่ละชาติมันจะต่างกันไปนะ)
พอวันศุกร์ก็ย้ายจากที่พักเดิม ไปอยู่บ้านพัก 3 ชั้น ที่บริษัทเช่าไว้ให้...
อืม.. นอกจากประตูหน้าบ้านกับหลังบ้านแล้ว ประตูที่เหลือที่อยู่ในบ้าน
มันไม่เห็นมีที่ล็อกเลย ยกเว้นประตูห้องน้ำชั้น 2
แม้ห้องที่เรานอน จะมีห้องน้ำในตัว มันยังล็อกประตูไม่ได้เลย -_-"
ตลอดเวลาที่อยู่ที่ UK ก็ไปเที่ยว London หลายครั้ง
(ที่ทำงานกับที่พัก อยู่ไม่ไกลจากใจกลาง London มากนัก
ถ้าคนเคยเห็นแผนที่ underground ที่นี่ มันจะแบ่งเป็น 6 zone
เราอยู่ zone นอกสุด แต่ไม่มี underground ผ่านอ่ะ
งงเหมือนกันสถานีมันเขียนว่า Underground
แต่ในแผนที่ที่แจกเขียนว่า tube เค้าใจว่าตัวสถานีคงเรียก
Underground station แต่ตัวเส้นทาง ราง ตัวรถไฟ จะเรียกว่า tube)
ระบบขนส่งที่ London ค่อนข้างซับซ้อนนิดๆ (พี่ที่เคยอยู่อเมกาบอก
ว่าทิศทางการเดินไปต่อนู่นต่อนี่ดีกว่า) ขนาดคน London เองยังต้องมีแผนที่เลย
tube จะมีหลายสายทำให้หลายสถานีเป็น Interchange station
(บ้านเรามีแค่ 2 สายสำหรับ BTS จึงมีจุดเปลี่ยนแค่ที่สยาม)
ข้อมูลระบบขนส่งมลชนของ London - http://www.tfl.gov.uk
สถานที่ท่องเที่ยวใน London มีไม่น้อยเหมือนกัน ไป 4 อาทิตย์
เที่ยว London ซะ 3 ครั้ง
- London eye เป็นจุดชมวิวลักษณะวงกลมที่สูงที่สุดในโลก (แน่หล่ะ
ก็ที่อื่น ไม่เห็นมีที่ไหนสร้างจุดชมวิวลักษณะนี้) ครั้งสุดท้ายที่เข้าไป London
ได้ขึ้น London eye ด้วย ค่าเข้าก็เหนาะๆ 12.50 ปอนด์ สำหรับผู้ใหญ่
(x 73 โดยประมาณ จะได้เป็นหน่วยบาท = 912.50 บาท) ตอนขึ้นไป
เป็นเวลากลางคืน เห็นแสงสีของ London ยามค่ำคืนสวยดี

- Jubilee bridge เป็นสะพานคนข้ามเล็กๆ ใกล้ๆกับ London eye
(ไม่ใช่สะพานฝั่ง Big ben) ทางเดินระหว่าง London eye ไปสะพาน
จะมีพวก ศิลปิน แต่งตัวมายืนแข็งเ้ป็นรูปปั้น อืม.. มันยืนนิ่งๆจริงๆ
สะพานนี้ต้องไปเดินตอนกลางคืน ตอนไปมีศิลปินเล่นดนตรีอยู่เชิงสะพาน
อืม.. บรรยากาศดีจริงๆ ^o^
- Big ben จริงแล้วมันคือชื่อของระฆังที่อยูในหอนาฬิกา

แต่หลายคนเข้าใจผิด นึกว่าเป็นชื่อของหอนาฬิกา
ชื่อนี้ตั้งตามวุฒิสมาชิกคนหนึ่งของอังกฤษ ตัวโตๆ อ้วนๆ ชื่อ เบนจามิน
ตั้งง่ายดีม่ะ... เพราะตอนประชุมสภา หมอนี่อธิบาย ชื่อที่ตัวเอง
คิดจะตั้งให้กับระฆังนานมาก สมาชิกคนนึงเลยบอกว่า ทำไม
ไม่เรียกว่า Big ben เลยหล่ะ ง่ายดี... ที่เห็นเป็นลายสีทองตรงนาฬิกานั้น
เค้าใช้ทองจริงๆทั้งหมดเลยนะ (ทีปราสาทพี่ท่านไม่ค่อยจะตกแต่งเลย)
ฺซึ่ง Big ben รวมทั้ง Parliment ถูกจัดเป็น Landmark ที่สำคัญที่สุดของอังกฤษ
หลังจากนั้นก็เดินเที่ยวรอบๆแถวๆนั้นอีกหน่อย
- Piccadilly circus เป็นรูปปั้นคิวปิด แค่นั้น แต่พอดูใน dict
มันแปลว่า เป็นศูนย์กลางของจักรวาล -_-a เลยต้องลองไปดูเลย
แต่พอไปถึง -_-" แค่เนี้ยะเหรอ...
- Oxford circus เป็นแหล่ง shopping หล่ะ มีทั้งพวก brand name
และร้านขายของที่ระลึกข้างถนน ถ้าดูของ brand name ที่เป็นของอังกฤษ
มันจะถูก แต่ถ้าเป็นของที่อื่น เช่น Levi, Esprit เงี่ย โคตรแพงเลย *o*
ส่วนของที่ระลึกต้องดูให้ดีๆ เพราะ ราคาบางร้านถูกกว่าร้านอื่นเยอะ
(จริงๆคงไม่เยอะสำหรับคนอังกฤษมั้ง) บางร้านก็มีตำหนิ ต้องดูดีๆ
- Tower of London อดีตที่คุมขังนักโทษระดับสูงของอังกฤษ ริมแม่น้ำ Thame
จาก Tower of London จะมองเห็น Landmark อีกอันนึงก็คือ Tower Bridge
- Tower bridge สะพานแขวนที่มีหอคอยคู่ คอยชักรอกกลางสะพานให้ยกขึ้น
เวลาที่มีเรือสินค้าขนาดใหญ่ผ่าน ตอนกลางคืนจะสวยมากๆ

- City Hall ประมาณว่าเป็น Hall สำหรับแสดงงานต่างๆ ของ London
ช่วงที่ไปด้านนอกแสดงนิทรรศการภาพถ่ายจากทางอากาศ อยู่รอบนอกของตัวอาคาร
ภาพแต่ละภาพสวยมากลองดูได้ที่ http://www.earthfromtheair.com
จริงๆแล้ว หลายภาพที่ show ดูแล้วสวยกว่าใน web มาก มีภาพนึง ถ่ายชาวนากำลัง
มัดข้าว และฟาดเมล็ดข้าวให้หลุดจากรวงข้าว ในจังหวัดเชียงราย ใต้ภาพเขียนว่า
"Every year, while the
world produces 356kg
of cereal per person
40 million people die
of hunger."
- The Monument เป็นอนุสาวรีย์ที่สร้างขึ้นเพื่อระลึกไฟไหม้ครั้งใหญ่
ใน London นั่ง tube มาลงสถานี Monument อยู่ใกล้ๆ London bridge
(สะพานธรรมดาๆ นั่นแหละ) ตัวอนุสาวรีย์ก็ไม่ค่อยมีอะไรเป็นแท่งเสา
สไตล์โรมัน แท่งใหญ่ ข้างในเจาะให้เดินขึ้นไปบนยอดได้
- London bridge สะพานธรรมดาๆ ที่ธรรมดาจริงๆ -_-" อยู่ถัดจาก Tower bridge
- Hyde park สวนสาธารณะใหญ่ๆ ที่คนอังกฤษนิยมไปพักผ่อนกัน
หน้าสวนจะมี Wellington arch เป็นรูปปั้นสวยดี
- Arsenal stadium อืม.. แฟนปืนใหญ่ คงอิจฉาหน่อย แม้ว่าจะไม่ได้
เข้าไปในสนาม แต่เห็นภายนอกก็โอเคนะ ถึงจะเล็กไปหน่อย
แต่สนามใหม่ที่ชื่อ Emirate stadium นี่สิใหญ่อลังการจริงๆ
ตรงข้ามสนามใหม่มีบ้านของ Ian Wright อดีตศูนย์หน้าของ Arsenal ด้วย
ใครที่จะไปต้องนั่ง tube ไปลงสถานี Arsenal พอออกจากสถานีก็เลี้ยวซ้าย
เดินไปหน่อยก็จะเห็นทางเข้าสนามฝั่งเหนืออยู่ทางขวามือ
อืม.. แต่แถวนั้นน่ากลัวหน่อยนะ ดูถ่อยๆยังไงชอบกล เด็กวัยรุ่นบางคน
เวลาขึ้น tube มันไม่ซื้อตั๋ว แต่จะเดินตามหลังคุณเข้าหรือปีนก็มี
อืม.. สำหรับแฟนบอล Tottenham hot Spur ถ้าจะไปสนาม White heart lane
ไม่ใช่นั่งรถไฟไปลงสถานี Tottenham นะ มันคนละทางเลย -_-"
- Canary wharf เป็นแห่งธุรกิจ มีตึกสูงๆ ท่าเรือยอร์ช ผับและร้านอาหารหรูๆ
นอกจาก London แล้วยังได้มีโอกาสไป Liverpool ด้วย อุอุ
ไปสัปดาห์ที่ Liverpool VS Man U แต่ไม่มีโอกาสได้เข้าไปในสนาม
เพราะบัตรราคาแพงมากๆ ปกติจะอยู่ที่ประมาณ 40 ปอนด์ (2,920 บาท)
แต่เนื่องจากเป็น Big match บัตรถูกขายหมดเกลี้ยง
ถ้าซื้อก่อนเกมส์ซักชั่วโมง ตั๋วผีหน้าสนาม บางคนขายสูงถึง 500 ปอนด์
(36,500 บาท) ขนาดก่อนเกมส์ 10 นาที ราคาต่ำสุดยังอยู่ที่ 80 ปอนด์
(5,840 บาท) -_-" สุดท้ายเลยต้องดูจาก TV ในผับตรงข้ามสนามฝั่ง The Kop
แต่ก็พอได้อารมณ์เพราะมีทั้งเสียงในผับและเสียงที่ออกมาจากสนาม
หลังเกมส์ ไปดักรอขอลายเซ็นต์ ได้ลายเซ็นต์ของ Steven Gerrard มา

แต่เนื่องจากระบบรักษาความปลอดภัยค่อนข้างแน่นหนา
เลยไม่สามารถถ่ายรูปกับนักเตะได้ ได้แค่ยื่นมือผ่านรั้วเข้าไป
เพื่อขอลายเซ็นต์เท่านั้น แถมลายเซ็นต์ปากกาที่ใช้ยังเป็น
non-permanent อีก (Gerrard หยิบจากคนแรกมาเซ็นต์ให้
แล้วถือยาวเซ็นต์ต่อให้คนอื่นๆ) สุดท้ายมันก็จางไป
ยังดีที่ถ่ายรูปเก็บเอาไว้
แต่สำหรับผู้จัดการทีม ไม่ได้มีระบบป้องกันอะไรที่แน่นหนา
แค่ Bodyguard 3-4 คนล้อมรอบ เลยได้ถ่ายรูปคู่กับ
Rafael Benitez มาด้วย แต่ก็โชคไม่ดีอีก ภาพมัวไปนิด
อัพบลอกครั้งหน้าจะเอาเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยสำหรับการเที่ยว UK มาฝาก...
หลังจากชีวิตใน UK (United Kingdom) 1 เดือน..
หลังจากได้ลายเซ็น Steven Gerrard แต่ดัน...
หลังจากได้ถ่ายรูปกับ Rafael Benitez แต่ดัน...
หลังจากได้ขึ้น London eye
ทุกอย่างยังอยู่ในความทรงจำในตอนนี้..
หลังจากได้อัพบลอก ด้วยเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษไป 3 ครั้ง
แต่รู้สึกว่าไม่ค่อยได้อารมณ์สักเท่าไหร่
เนื่องด้วยความสามารถทางภาษาอันต้อยต่ำ..
จึงเล่าใหม่ดีกว่าในเวอร์ชั่นภาษาไทย
การไป UK ครั้งนี้ ทำให้เราได้ทำอะไรหลายๆอย่างเป็นครั้งแรก
ครั้งแรกที่ทำ Passport (หนังสือเดินทาง) แถมเป็น e-Passport ด้วย
(ใครที่ไปทำ Passport ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2548 จะได้ e-Passport)
แต่พอใช้จริง พนักงานตรวจคนเข้าเมืองเค้าแค่ดูหน้าเหมือน Passport แบบเดิม
ไม่เห็นมี finger scan อะไรเลย -_-" ค่าธรรมเนียมก็ 1000 บาท
เหมือนกับ Passport เดิม ตอนนั้นไปทำที่ กรมการกงสุล กระทรวงต่างประเทศ
ตรงถนนแจ้งวัฒนะ ตอนไปทำก็มีปัญหาเลย ชื่อ เราดันมี สระ เออ
ปกติก็ใช้ ur มาตลอด อาจารย์สอนพิเศษภาษาอังกฤษ ตอนเด็กๆเค้าสะกดให้
เค้าก็ทำงานที่กระทรวงการต่างประเทศ ก็เลยยืนยันไปว่าจะสะกดอย่างนี้
(ก็เค้าจะให้เปลี่ยนเป็น oe หนิหน่า เฮ้อ ลองสะกดดูแล้วมันแปลกๆอ่ะ)
อีกปัญหานึงคือ รายเซ็นต์ ก็เซ็นเล็กไปอีก เค้าบอกต้องตัวใหญ่ๆ
อ้ายเราก็ไม่ถนัด สุดท้ายก็เลยต้องเขียนธรรมดาไป....
ข้อมูลหนังสือเดินทาง - http://www.mfa.go.th/web/71.php
กระทรวงการต่างประเทศ - http://www.mfa.go.th
หลังจากได้จดหมายจากทางบริษัทที่ UK ก็ไปขอ Visa
การขอก็ง่ายมากเพราะมีจดหมาย ไม่มีการสัมภาษณ์อะไรเลย
แล้ววันถัดมาก็ได้ Visa
วันเดินทางหลังจากผ่าน ตม. ก็จะมีร้านขายของ ก่อนที่จะเข้า Gate
สำหรับรอขึ้นเครื่อง ดูราคาของกินในบริเวณนี้ก็ยังไม่เห็นแพงอะไร
แต่พอเข้า Gate ไปนั่งรอเครื่อง พี่ที่ไปด้วยเค้าไปซื้อน้ำเปล่ามา
เข้าให้ว่าเป็นขวด 550 มล. ราคาตั้ง 55 บาทแหนะ -_-a
ขาไป ก็นั่งเครื่องของ Qantas ไปแต่ code ในตั๋วเครื่องบินเป็น BA (British Airways)
จากที่ทราบจากพี่ๆที่เดินทางบ่อยๆ เค้าบอกว่า ถ้าเลือกได้น่าจะเลือก EVA
ดีกว่า เพราะที่นั่งกว้าง.. แต่ทำไงได้เดินทางครั้งแรก
แถมพี่ที่จัดการเรื่องตั๋วเครื่องบินที่บริษัทก็บอกว่าช่วงนี้คนเดินทางเยอะ
ตามปกติบริษัทมี policy ให้เดินทางด้วย Premiem economy class (World traveller plus)
ซึ่งจะดีกว่า Economy ตรงที่นั่ง มีที่ให้ยืดขามากกว่า แต่เนื่องจากช่วงที่ไป
มีคนเดินทางเยอะ เลยทำให้ต้องนั่ง Economy class..
เครื่องบิน delay ไปราวๆ 1 ชั่วโมง 15 นาที (กำหนดการจริง 00.30) กว่่าจะออก..
นี่เป็นครั้งแรกที่ขึ้นเครื่องบินให้ฐานะผู้โดยสาร (เคยขึ้นมาตอน Open house ของคณะ
ที่เค้าพาชมภาควิชาต่างๆ ตอนนั้นภาควิชาการบิน พาไปชมอู่ของการบินไทยที่สัตหีบ)
หลังจากเครื่องบินขึ้น ก็เห็นภาพของกรุงเทพ ยามค่ำคืนที่สวยงาม
เครื่องบิน บินด้วยความเร็วราวๆ 810 กม. ต่อ ชม. ตรงส่งสนามบิน Heathrow (ฮีทโธรว์)
แต่ก่อนเคยคิดเหมือนกันว่าเครื่องบินมันบินสวนทิศทางการหมุนของโลก
(จากไทย ไปทางยุโรป อย่างเงี้ยะ) มันน่าจะเดินทางเร็วกว่าบินตามการหมุนของโลกนะ
แต่... ผิดถนัดเลย.. สิ่งที่ลืมไปอย่างนึงก็คือ อากาศมันเคลื่อนที่ตามโลกไปด้วย
(ถ้าลมไม่เคลื่อนที่ตาม ตอนเรายืนอยู่เฉยๆ ก็ต้องมีลมแรงปะทะตัวเราตลอดเวลา
เพราะโลกหมุนด้วยความเร็ว เป็นหลักร้อยเมตรต่อวินาที จำตัวเลขแน่นอนไม่ได้แฮะ)
เลยสรุปได้ว่าคงเป็นเพราะแรงลมแหละที่ทำให้ขากลับเครื่องจะใช้เวลาเดินทาง
น้อยกว่าขาไป 1 ชม. (ตอนขากลับความเร็วเครื่องอยู่ที่ 910 กม./ชม.)
เครื่องที่ใช้เดินทางทั้งขาไปและกลับเป็น Boieng 747-400 เหมือนกัน
อากาศภายนอกเครื่องก็ไม่ใช่เล่นเลย -50 องศาเซลเซียส แหนะ..
หลังจากลงจอดที่ Terminal 4 สถานบิน Heathrow (รู้สึกว่าตัวอาคารมันแยกจาก
Terminal 1-3 อย่างเด็ดขาดเลยนะ) อากาศที่นี่ดีจัง มีแดดกับลมเย็นๆ
แต่เวลาตรวจคนเข้าเมืองนี่โคตรช้าเลย แถวยาวมาำำก แถมช่องตรวจก็มีน้อย
เลยต้องเสียเวลาไปเยอะ
หลังจากได้กระเป๋า ก็เดินทางไปที่พัำกแรกเป็นโรงแรมเล็กๆที่บริษัทจองเอาไว้ให้
ราึคาค่อนข้างถูก(สำหรับ UK) ตกคืนละ 50 ปอนด์(จริงๆแล้วต้องออก
เสียงว่า พาวน์ ไม่งั้นคนอังกฤษเค้าไม่รู้เรื่องนะ...) พร้อมมื้อเช้า..
พวกป้ายต่างของที่พัก มีอักษรเบลล์ควบคู่กันไปด้วย
(แต่ภาษามือหรืออักษรเบลล์เนี่ย ของแต่ละชาติมันจะต่างกันไปนะ)
พอวันศุกร์ก็ย้ายจากที่พักเดิม ไปอยู่บ้านพัก 3 ชั้น ที่บริษัทเช่าไว้ให้...
อืม.. นอกจากประตูหน้าบ้านกับหลังบ้านแล้ว ประตูที่เหลือที่อยู่ในบ้าน
มันไม่เห็นมีที่ล็อกเลย ยกเว้นประตูห้องน้ำชั้น 2
แม้ห้องที่เรานอน จะมีห้องน้ำในตัว มันยังล็อกประตูไม่ได้เลย -_-"
ตลอดเวลาที่อยู่ที่ UK ก็ไปเที่ยว London หลายครั้ง
(ที่ทำงานกับที่พัก อยู่ไม่ไกลจากใจกลาง London มากนัก
ถ้าคนเคยเห็นแผนที่ underground ที่นี่ มันจะแบ่งเป็น 6 zone
เราอยู่ zone นอกสุด แต่ไม่มี underground ผ่านอ่ะ
งงเหมือนกันสถานีมันเขียนว่า Underground
แต่ในแผนที่ที่แจกเขียนว่า tube เค้าใจว่าตัวสถานีคงเรียก
Underground station แต่ตัวเส้นทาง ราง ตัวรถไฟ จะเรียกว่า tube)
ระบบขนส่งที่ London ค่อนข้างซับซ้อนนิดๆ (พี่ที่เคยอยู่อเมกาบอก
ว่าทิศทางการเดินไปต่อนู่นต่อนี่ดีกว่า) ขนาดคน London เองยังต้องมีแผนที่เลย
tube จะมีหลายสายทำให้หลายสถานีเป็น Interchange station
(บ้านเรามีแค่ 2 สายสำหรับ BTS จึงมีจุดเปลี่ยนแค่ที่สยาม)
ข้อมูลระบบขนส่งมลชนของ London - http://www.tfl.gov.uk
สถานที่ท่องเที่ยวใน London มีไม่น้อยเหมือนกัน ไป 4 อาทิตย์
เที่ยว London ซะ 3 ครั้ง
- London eye เป็นจุดชมวิวลักษณะวงกลมที่สูงที่สุดในโลก (แน่หล่ะ
ก็ที่อื่น ไม่เห็นมีที่ไหนสร้างจุดชมวิวลักษณะนี้) ครั้งสุดท้ายที่เข้าไป London
ได้ขึ้น London eye ด้วย ค่าเข้าก็เหนาะๆ 12.50 ปอนด์ สำหรับผู้ใหญ่
(x 73 โดยประมาณ จะได้เป็นหน่วยบาท = 912.50 บาท) ตอนขึ้นไป
เป็นเวลากลางคืน เห็นแสงสีของ London ยามค่ำคืนสวยดี

- Jubilee bridge เป็นสะพานคนข้ามเล็กๆ ใกล้ๆกับ London eye
(ไม่ใช่สะพานฝั่ง Big ben) ทางเดินระหว่าง London eye ไปสะพาน
จะมีพวก ศิลปิน แต่งตัวมายืนแข็งเ้ป็นรูปปั้น อืม.. มันยืนนิ่งๆจริงๆ
สะพานนี้ต้องไปเดินตอนกลางคืน ตอนไปมีศิลปินเล่นดนตรีอยู่เชิงสะพาน
อืม.. บรรยากาศดีจริงๆ ^o^
- Big ben จริงแล้วมันคือชื่อของระฆังที่อยูในหอนาฬิกา

แต่หลายคนเข้าใจผิด นึกว่าเป็นชื่อของหอนาฬิกา
ชื่อนี้ตั้งตามวุฒิสมาชิกคนหนึ่งของอังกฤษ ตัวโตๆ อ้วนๆ ชื่อ เบนจามิน
ตั้งง่ายดีม่ะ... เพราะตอนประชุมสภา หมอนี่อธิบาย ชื่อที่ตัวเอง
คิดจะตั้งให้กับระฆังนานมาก สมาชิกคนนึงเลยบอกว่า ทำไม
ไม่เรียกว่า Big ben เลยหล่ะ ง่ายดี... ที่เห็นเป็นลายสีทองตรงนาฬิกานั้น
เค้าใช้ทองจริงๆทั้งหมดเลยนะ (ทีปราสาทพี่ท่านไม่ค่อยจะตกแต่งเลย)
ฺซึ่ง Big ben รวมทั้ง Parliment ถูกจัดเป็น Landmark ที่สำคัญที่สุดของอังกฤษ
หลังจากนั้นก็เดินเที่ยวรอบๆแถวๆนั้นอีกหน่อย
- Piccadilly circus เป็นรูปปั้นคิวปิด แค่นั้น แต่พอดูใน dict
มันแปลว่า เป็นศูนย์กลางของจักรวาล -_-a เลยต้องลองไปดูเลย
แต่พอไปถึง -_-" แค่เนี้ยะเหรอ...
- Oxford circus เป็นแหล่ง shopping หล่ะ มีทั้งพวก brand name
และร้านขายของที่ระลึกข้างถนน ถ้าดูของ brand name ที่เป็นของอังกฤษ
มันจะถูก แต่ถ้าเป็นของที่อื่น เช่น Levi, Esprit เงี่ย โคตรแพงเลย *o*
ส่วนของที่ระลึกต้องดูให้ดีๆ เพราะ ราคาบางร้านถูกกว่าร้านอื่นเยอะ
(จริงๆคงไม่เยอะสำหรับคนอังกฤษมั้ง) บางร้านก็มีตำหนิ ต้องดูดีๆ
- Tower of London อดีตที่คุมขังนักโทษระดับสูงของอังกฤษ ริมแม่น้ำ Thame
จาก Tower of London จะมองเห็น Landmark อีกอันนึงก็คือ Tower Bridge
- Tower bridge สะพานแขวนที่มีหอคอยคู่ คอยชักรอกกลางสะพานให้ยกขึ้น
เวลาที่มีเรือสินค้าขนาดใหญ่ผ่าน ตอนกลางคืนจะสวยมากๆ

- City Hall ประมาณว่าเป็น Hall สำหรับแสดงงานต่างๆ ของ London
ช่วงที่ไปด้านนอกแสดงนิทรรศการภาพถ่ายจากทางอากาศ อยู่รอบนอกของตัวอาคาร
ภาพแต่ละภาพสวยมากลองดูได้ที่ http://www.earthfromtheair.com
จริงๆแล้ว หลายภาพที่ show ดูแล้วสวยกว่าใน web มาก มีภาพนึง ถ่ายชาวนากำลัง
มัดข้าว และฟาดเมล็ดข้าวให้หลุดจากรวงข้าว ในจังหวัดเชียงราย ใต้ภาพเขียนว่า
"Every year, while the
world produces 356kg
of cereal per person
40 million people die
of hunger."
- The Monument เป็นอนุสาวรีย์ที่สร้างขึ้นเพื่อระลึกไฟไหม้ครั้งใหญ่
ใน London นั่ง tube มาลงสถานี Monument อยู่ใกล้ๆ London bridge
(สะพานธรรมดาๆ นั่นแหละ) ตัวอนุสาวรีย์ก็ไม่ค่อยมีอะไรเป็นแท่งเสา
สไตล์โรมัน แท่งใหญ่ ข้างในเจาะให้เดินขึ้นไปบนยอดได้
- London bridge สะพานธรรมดาๆ ที่ธรรมดาจริงๆ -_-" อยู่ถัดจาก Tower bridge
- Hyde park สวนสาธารณะใหญ่ๆ ที่คนอังกฤษนิยมไปพักผ่อนกัน
หน้าสวนจะมี Wellington arch เป็นรูปปั้นสวยดี
- Arsenal stadium อืม.. แฟนปืนใหญ่ คงอิจฉาหน่อย แม้ว่าจะไม่ได้
เข้าไปในสนาม แต่เห็นภายนอกก็โอเคนะ ถึงจะเล็กไปหน่อย
แต่สนามใหม่ที่ชื่อ Emirate stadium นี่สิใหญ่อลังการจริงๆ
ตรงข้ามสนามใหม่มีบ้านของ Ian Wright อดีตศูนย์หน้าของ Arsenal ด้วย
ใครที่จะไปต้องนั่ง tube ไปลงสถานี Arsenal พอออกจากสถานีก็เลี้ยวซ้าย
เดินไปหน่อยก็จะเห็นทางเข้าสนามฝั่งเหนืออยู่ทางขวามือ
อืม.. แต่แถวนั้นน่ากลัวหน่อยนะ ดูถ่อยๆยังไงชอบกล เด็กวัยรุ่นบางคน
เวลาขึ้น tube มันไม่ซื้อตั๋ว แต่จะเดินตามหลังคุณเข้าหรือปีนก็มี
อืม.. สำหรับแฟนบอล Tottenham hot Spur ถ้าจะไปสนาม White heart lane
ไม่ใช่นั่งรถไฟไปลงสถานี Tottenham นะ มันคนละทางเลย -_-"
- Canary wharf เป็นแห่งธุรกิจ มีตึกสูงๆ ท่าเรือยอร์ช ผับและร้านอาหารหรูๆ
นอกจาก London แล้วยังได้มีโอกาสไป Liverpool ด้วย อุอุ
ไปสัปดาห์ที่ Liverpool VS Man U แต่ไม่มีโอกาสได้เข้าไปในสนาม
เพราะบัตรราคาแพงมากๆ ปกติจะอยู่ที่ประมาณ 40 ปอนด์ (2,920 บาท)
แต่เนื่องจากเป็น Big match บัตรถูกขายหมดเกลี้ยง
ถ้าซื้อก่อนเกมส์ซักชั่วโมง ตั๋วผีหน้าสนาม บางคนขายสูงถึง 500 ปอนด์
(36,500 บาท) ขนาดก่อนเกมส์ 10 นาที ราคาต่ำสุดยังอยู่ที่ 80 ปอนด์
(5,840 บาท) -_-" สุดท้ายเลยต้องดูจาก TV ในผับตรงข้ามสนามฝั่ง The Kop
แต่ก็พอได้อารมณ์เพราะมีทั้งเสียงในผับและเสียงที่ออกมาจากสนาม
หลังเกมส์ ไปดักรอขอลายเซ็นต์ ได้ลายเซ็นต์ของ Steven Gerrard มา

แต่เนื่องจากระบบรักษาความปลอดภัยค่อนข้างแน่นหนา
เลยไม่สามารถถ่ายรูปกับนักเตะได้ ได้แค่ยื่นมือผ่านรั้วเข้าไป
เพื่อขอลายเซ็นต์เท่านั้น แถมลายเซ็นต์ปากกาที่ใช้ยังเป็น
non-permanent อีก (Gerrard หยิบจากคนแรกมาเซ็นต์ให้
แล้วถือยาวเซ็นต์ต่อให้คนอื่นๆ) สุดท้ายมันก็จางไป
ยังดีที่ถ่ายรูปเก็บเอาไว้
แต่สำหรับผู้จัดการทีม ไม่ได้มีระบบป้องกันอะไรที่แน่นหนา
แค่ Bodyguard 3-4 คนล้อมรอบ เลยได้ถ่ายรูปคู่กับ
Rafael Benitez มาด้วย แต่ก็โชคไม่ดีอีก ภาพมัวไปนิด
อัพบลอกครั้งหน้าจะเอาเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยสำหรับการเที่ยว UK มาฝาก...
สารภาพว่า เพิ่งได้เข้ามาอ่านบล็อกแกเต็ม ๆ เมื่อตอนเช้านี้เอง (แบบว่าว่างงาน) ก่อนหน้านี้ได้อ่านคร่าว ๆ เลยไม่ได้ตอบ
ยินดีต้อนรับกลับบ้าน
นัดมาเจอกันหน่อยมั้ย? เอาของฝากมาด้วย
#1 By PaePae on 2005-10-04 21:23