บ้าน
posted on 02 Nov 2008 20:28 by kaze
เราเดินทางกันกี่ ชม. แล้วเราอยู่บ้านกี่ ชม.
ช่วงนี้ทั้งตัวเอง และแฟนต่างก็คิดจะซื้อบ้าน แฟนตั้งงบที่ไม่เกิน 1.3 ล้าน
ส่วนตัวเองตั้งไว้ที่ไม่เกิน 3.3 ล้าน
ในมุมมองของผม การเลือกซื้อบ้านเป็นอะไรที่ใหญ่มาก ต้องพิจารณาดีๆ
ถ้ามองว่า คนที่เป็นโปรแกรมเมอร์ สถานที่ทำงานก็ตกไม่พ้นพื้นที่ที่รถไฟฟ้าผ่าน
ทั้งบนดินและใต้ดิน เช่น สีลม, อโศก, สยาม โดยอาจจะรวมแถวแจ้งวัฒนะ
ที่มี software park ด้วย
เราต้องเดินทางไปทำงานถึง 5 วันใน 1 สัปดาห์ เรื่องแรกที่ดูคือทำเล
บางคนคิดว่าอีกไม่นานจะมีรถไฟฟ้า แต่ลองพิจารณาดู จะเห็นว่าเราใช้เวลา
ประมาณ 4-5 ปีในการสร้างรถไฟฟ้าแต่ละสาย และเป็นไปได้ยากที่จะสร้าง
ทีละหลายๆสาย (ตอนแรกสร้าง BTS, BMCL ตอนนี้ Airport link กำลังสร้าง)
ถ้าลองดูแผนที่ ระบบรางในอนาคต ยังมีจะสร้างอีกเป็นสิบสาย
ประมาณการอย่างคร่าวๆ อาจจะต้องใช้เวลาเกือบ 60 ปี เพราะฉะนั้นถ้ายังไม่เห็นเสา
ขึ้นสถานีก็อย่าเอามาใช้เป็นปัจจัยในการเลือกทำเลนั้น
เรื่องทำเล ผมตัดแนวพื้นที่สีแดงที่จะเกิดน้ำท่วมได้ง่ายออกก่อน
การเดินทาง ถ้าเดินทางได้เร็วด้วยรถตู้ ต้องดูว่า รถตู้ขึ้นทางด่วนหรือไม่
ถ้าไม่ แล้วระยะทางที่รถวิ่งไกล โครงการบ้านแถวนั้นยังน้อย น่าจะส่งผลกระทบในอนาคต
โครงการบ้านจะต้องมีขึ้นมาเรื่อยๆ แล้วปริมาณคน ปริมาณรถจะเยอะขึ้น
ทำให้ต้องเดินทางมากยิ่งขึ้น ตรงนี้ถ้าเทียบรังสิตคลอง 4 กับ บางบัวทอง หรือบางใหญ่
ผมให้รังสิตคลอง 4 เป็นทำเลที่ดีกว่า เพราะรถตู้วิ่งขึ้นทางด่วนได้เลย ถนนที่วิ่งผ่านหน้าโครงการ
ถ้าเป็นถนนใหญ่เกิน 4 เลน แล้วมีรถขนาดใหญ่วิ่งค่อนข้างเร็ว ก็เป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง
เพราะแม้จะมีรถส่วนตัว ก็อันตรายเหมือนกัน ทำเลอื่นๆ ที่ไม่เกินงบก็มี
แถวปลายอ่อนนุช-ลาดกระบัง ที่อาจจะมีปัญหาเรื่องเสียงเครื่องบิน
ตอนช่วงเดือน ต.ค. ถึง ธ.ค. ที่เครื่องบินต้องเปลี่ยนเส้นทางขึ้นลง จากที่ไปสังเกตการณ์
หมู่บ้านที่อยู่แนวขนาน run way ในระยะเลย 1 กม. ยังพอได้ยินเสียงบ้างแต่ไม่รำคาญอะไร
ส่วนปัญหากลิ่นขยะ จากโรงงานขยะของ กทม. ตอนไปสำรวจแถวใกล้วงแหวน
ซึ่งมีโครงการขึ้นเยอะ และห่างจากโรงงานประมาณ 1.5 กม. ไม่ได้กลิ่นอะไร
แต่ได้ยินเสียงรถจากถนนวงแหวน บางโครงการมีสโมสร ฝั่งนี้เลยช่วยกันเสียงจากถนนไปบ้าน
ได้เหมือนกัน หรือใกล้แนวรถไฟ หรือแนว Airport link ก็มีเสียงรถยนต์จาก Motor way
แถวนี้ต้องดูเรื่องปัญหาของเสียง
แถววัชรพล มีรถตู้ขึ้นทางด่วนเหมือนกับแถวลาดกระบัง แต่ก่อนจะขึ้นค่อนข้างติดกว่า
แต่ตอนนี้กำลังสร้างทางขึ้นจากทางวัชรพลเลย ไม่ต้องออกไปวนทางรามอินทรา
เท่าที่รู้มีรถตู้จากทางรามอินทรา แต่จากซอยวัชรพลเองไม่รู้ว่ามีไหม ถ้ามีอนาคตก็สะดวกดี
ส่วนฝั่งธนบุรี แม้จะไปส่งแฟนบ่อยๆ แต่ก็ไม่เคยผ่านตอนเช้า แต่ถ้าทำเลที่เดินทาง
มายังส่วนต่อขยายไม่เกิน 45 นาทีก็น่าสน
ต่อเนื่องจากเรื่องทำเล ก็มองไปที่อากาศ คนเราต้องหายใจ ถ้า้บ้านที่อยู่
รวมถึงเส้นทางการเดินทางมีมลภาวะเยอะ ก็ทำให้เราเจ็บป่วยได้ง่ายๆ
การที่เส้นทางการเดินทางมีตึกบังทางลม มีทางยกระดับอยู่้ด้านบน เช่น ถ. รามคำแหง
บริเวณที่ผ่าน ม. ราม ก็ทำให้เราอ่อนเพลียและไม่สบายได้ เลือกโครงการที่มี
แหล่งน้ำขนาดใหญ่หน่อยในโครงการ จะได้รู้สึกเย็น ไม่ควรเอาลานคอนกรีต
หรือวัสดุที่อมความร้อนไว้ทางทิศใต้่ หรือทิศตะวันตก ซึ่งเป็นที่ทิศมีแดดจัด
(พระอาทิตย์ขึ้นทางตะวันออก แล้วอ้อมไปทางทิศใต้ก่อนตกทางทิศตะวันตก)
ง่ายๆ ลานจอดรถ ระเบียง ไม่ควรหันไป 2 ทิศนี้ เพราะมันจะอมความร้อนตอนบ่าย
พอตกกลางคืนความร้อนจะถูกถ่ายเทใส่ตัวบ้าน หลายๆ คนที่ไปดูบ้านมักจะพูดว่า
ให้ไปดูตอนบ่ายๆ ถ้าเข้าไปแล้วรู้สึกเย็น ก็ใช้ได้เลย
เรื่องถัดมาคือเรื่องอาหารการกิน สถานที่ซื้ออาหารสดที่จะมาทำกินอยู่ไกลแค่ไหน
สำหรับคนมีรถคงไม่ต้องลำบากในการซื้อข้าวสาร 5 กิโลกรัม แต่ถ้าขี่จักรยานออกไปซื้อ
การขี่ออกถนนใหญ่ที่มีรถพลุกพล่าน นอกจากจะอันตรายแล้ว ฝุ่นควันยังเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
(นึกถึงโฆษณาที่มันซื้อจักรยานขี่ไปทำงานเลย เมืองที่อากาศร้อนฝุ่นควัน ไม่จับตัว
ทำให้ละอองลอยเต็มอากาศ ขืนขี่อย่างนั้นบนถนนใหญ่ๆ สัก 5 กม. ทุกวัน
คงเป็นโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจได้) ส่วนกับข้าวอื่นๆ ที่ซื้อทานได้เลย
ต้องดูว่ามีแค่เยอะแค่ไหน อยู่ไกลแค่ไหน ในโครงการมีรถเข้ามาขายอาหารได้ไหม
บางโครงการพวกรถขายของพวกนี้ต้องขออนุญาต ถึงจะเข้ามาขายได้
อีกนึงในปัจจัย 4 ที่ต้องตรวจสอบคือ โรงพยาบาล เกิดเวลาเจ็บป่วยขึ้นมา
จะหายาที่ไหน เจ็บป่วยมากๆ ต้องไป รพ. แล้วรับบัตรประกันสังคมหรือไม่
การเดินทางไป รพ. ลำบากไหม ซึ่งไม่ควรเกิน 10 นาที
แล้วก็มาที่เรื่องของแบบบ้าน นอกจากที่กระทบเรื่องอากาศแล้ว
เรื่องแสงก็เป็นอีกเรื่องนึง บ้านควรจะให้แสงเข้าจากทางทิศเหนือ
เพราะอากาศจะร้อนน้อยกว่า การที่ทำให้แสงเข้าบ้านอย่างพอเหมาะ
ทำให้บ้านสว่างพอสมควร ไม่ต้องเปิดไฟเพิ่มตอนกลางวัน
ห้องน้ำควรมีแสงส่องเยอะๆ (ทิศใต้กับทิศตะวันตก) เพื่อสุขอนามัย
และมีช่องลมระบายอากาศ..
มาที่เรื่องสัญญา ถ้าเป็นบ้านใหม่ ส่วนใหญ่เราจะวางจองได้เลย
แล้วยื่นกู้ ถ้าไม่ผ่าน 3 ธนาคาร โครงการที่มีมาตรฐานจะคืนเงินให้
แต่ถ้าเป็นบ้านมือสอง หรือบางโครงการก็อาจจะโดนยึดไปเลยก็ได้
เพราะฉะนั้นไม่มีเงื่อนไขว่าจะคืนเงินจอง ให้ลองยื่นกู้แบบ Pre-Approve ก่อน
ตอนนี้มีแนวโน้มว่า รัฐบาลจะขยายเวลาที่ลดหย่อนค่าโอนและค่าจดจำนองออกไป
จากเดิมมาตรการนี้มีผลตั้งแต่ 28 มีนา 2551 ถึง 28 มีนา 2552 โดยลดค่าโอน
จาก 2% ของราคาประเมิน เหลือ 0.01% และลดค่าจดจำนองจาก 1% ของเงินกู้
เหลือ 0.01% โดยเงินที่ต้องเสียค่าตรงนี้จากเดิมประมาณหลักหมื่นจะเหลือหลักร้อย
ค่าอื่นๆที่น่าจะต้องจ่ายอีกไม่น้อยก็เช่น ค่าส่วนกลางของโครงการ
ที่เห็นมาจะเก็บก่อน 3 ปี ก็ 2-3 หมื่น และอาจจะมีค่าประกันน้ำไฟ สัก หมื่นสองหมื่น
เผื่อเงินไว้แต่งบ้านสักแสนสองแสน
ว่าแล้วก็ยังรอดูต่อไป งบตอนนี้ปริ่มเกิน แทบไม่เหลือกิน
